สถิติ
เปิดเมื่อ3/06/2013
อัพเดท27/01/2014
ผู้เข้าชม37523
แสดงหน้า45838
เมนู
บทความ
ปฎิทิน
July 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
    
AdsOne.com

ส่งงานวิชาการพัฒนางานคุณภาพ ปวส 1 ปวส 2

ส่งงานวิชาการพัฒนางานคุณภาพ ปวส 1 ปวส 2
อ้างอิง อ่าน 1988 ครั้ง / ตอบ 46 ครั้ง

prabpramna
ให้ส่งงานตามหัวข้อที่กำหนด ก่อนวันที่ 18 พย 56

1-5      กิจกรรม 5 ส
6-10   ระบบมาตรฐาน ISO 9000:2000
11-15 วงจรเดมมิ่ง PDCA
16-20  หลักการและกระบวนการเพิ่มผลผลิต
21-25 ความหมายและความสำคัญของระบบบริหารงานคุณภาพ
 
prabpramna jan_2549@hotmail.com [202.29.231.xxx] เมื่อ 14/01/2017 13:57
1
อ้างอิง
 
ศรรามจุลตะคุ [202.29.231.xxx] เมื่อ 4/11/2013 16:53
2
อ้างอิง
กิจกรรม 5 ส
กิจกรรม 5 ส
กิจกรรม 5 ส เป็นปัจจัยพื้นฐานการบริหารคุณภาพ ที่จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในที่ทำงานให้เกิดบรรยากาศที่น่าทำงาน เกิดความสะอาดเรียบร้อยในสำนักงาน ถูกสุขลักษณะ ทำให้พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ สามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มความสามารถ สร้างทัศนคติที่ดีของพนักงานต่อหน่วยงาน กิจกรรม 5 ส เป็นกลยุทธ์อีกวิธีหนึ่งที่เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพ เป็น กิจกรรมที่ทำแล้วเห็นผลเร็วและชัดเจน นอกจากนั้นกิจกรรม 5 ส จะเป็นพื้นฐานในการนำวิธีการบริหารใหม่ๆ เข้ามาใช้ในอนาคตต่อไป
5 ส คืออะไร
กิจกรรม 5 ส เป็นแนวคิดการจัดระเบียบเรียบร้อยในที่ทำงานก่อให้เกิดสภาพการทำงานที่ดี ปลอดภัย มีระเบียบเรียบร้อย นำไปสู่การเพิ่มผลผลิต
สะสาง (SERI) คือ การแยกของที่ต้องการ ออกจากของที่ไม่ต้องการและขจัดของที่ไม่ต้องการทิ้งไป
สะดวก (SEITON) คือ การจัดวางสิ่งขอต่าง ๆ ในที่ทำงาน ให้เป็นระเบียบเพื่อความสะดวก และ ปลอดภัย
สะอาด (SEISO) คือ การทำความสะอาด เครื่องมือ อุปกรณ์ และสถานที่ทำงาน
สุขลักษณะ (SEIKETSU) คือ สภาพหมดจด สะอาดตา ถูกสุขลักษณะ และรักษาให้ดีตลอดไป
สร้างนิสัย (SHITSUKE) คือ การอบรม สร้างนิสัยในการปฏิบัติงานตามระเบียบวินัย ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด
ประโยชน์จากการทำกิจกรรม 5 ส
1.บุคลากรจะทำงานได้รวดเร็วขึ้น มีความถูกต้องในการทำงานมากขึ้น บรรยากาศและสภาพแวดล้อมดีขึ้น
2.เกิดความร่วมมือ ร่วมใจ จะเกิดขึ้น บุคลากรจะรักหน่วยงานมากขึ้น
3.บุคลากรจะมีระเบียบวินัยมากขึ้น ตระหนักถึงผลเสียของความไม่เป็นระเบียบในสถานที่ทำงาน ต่อการเพิ่มผลผลิต และถูกกระตุ้นให้ปรับปรุงระดับความสะอาดของสถานที่ทำงานให้ดีขึ้น
4.บุคลากรปฏิบัติตามกฏระเบียบ และคู่มือการปฏิบัติงานทำให้ความผิดพลาดและความเสี่ยงต่างๆ ลดลง
5.บุคลากรจะมีจิตสำนึกของการปรับปรุง ซึ่งจะนำไปสู่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน
6.เป็นการยืดอายุของเครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ เมื่อใช้อย่างระมัดระวังและดูแลรักษาที่ดี และการจัดเก็บอย่างถูกวิธีในที่ที่เหมาะสม
7.การไหลเวียนของวัสดุ และ work in process จะราบรื่นขึ้น
8.พื้นที่ทำงานมีระเบียบ มีที่ว่าง สะอาดตา สามารถสังเกตสิ่งผิดปกติต่างๆ ได้ง่าย
9.การใช้วัสดุคุ้มค่า ต้นทุนต่ำลง
10.สถานที่ทำงานสะอาด ปลอดภัยและเห็นปัญหาเรื่องคุณภาพอย่างชัดเจน
6.1 มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000
    6.1.1 ความหมายของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 
http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/Logo_ISO.jpg  http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/ISO.jpeg      http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/14iso1.jpeg
            กรมอาชีวศึกษา (2539 :13) กล่าวว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 หมายถึงมาตรฐานสากล
เกี่ยวกับระบบบริหารงานคุณภาพขั้นพื้นฐานที่ใช้เพื่อการบริหารหรือจัดการคุณภาพและการประกันคุณภาพ
โดยเน้นการสร้างคุณภาพภายในองค์กร ซึ่งจะเน้นองค์กรประเภทใดก็ได้ไม่จำกัดชนิดของสินค้าหรือบริการ
ไม่ระบุชนิดหรือขนาดของอุตสาหกรรมใดโดยเฉพาะ นำมาใช้โดยไม่มีขีดจำกัด
          สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) (2546 : 2/16) ได้นิยามความหมายระบบบริหารงาน
คุณภาพ (Quality Management System) หมายถึง ระบบที่มีการกำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์และการ
ดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดทิศทางและควบคุมองค์การในเรื่องคุณภาพ
          สรุป มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 คือมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นระบบบริหาร
ประกันคุณภาพขั้นพื้นฐานอันเกี่ยวกับการจัดการทางด้านคุณภาพและการประกันคุณภาพ โดยมีความมุ่งหมาย
ที่จะให้ระบบคุณภาพเท่าเทียมกันระหว่างองค์การต่าง ๆ และประเทศต่าง ๆ
ประวัติความเป็นมาของมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000
องค์กรสากลว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization : ISO) ซึ่ง
ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ก่อตั้งเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 (พ.ศ. 2490) ปัจจุบัน
มีสมาชิก 143 ประเทศ ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25 ประเทศร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน
มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสหประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การ
ชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล
จุดเริ่มแรกในการดำเนินระบบมาตรฐาน ISO 9000 คือ สถาบันมาตรฐานแห่งประเทศเยอรมนี 
(DIN) ในปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521) มีแนวคิดพื้นฐานคือ การนำระบบมาตรฐานของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน
มารวมให้เป็นมาตรฐานประเภทเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นซึ่งตรงกับหลักการ
ของ ISO ดังนั้นทาง ISO จึงได้ตั้งคณะกรรมการทางด้านเทคนิค (Technic Committee : ISO/TC/176) ขึ้นมา 
การจัดตั้งองค์กร ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือเกิดระบบมาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป
ISO เดิมใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในภาษากรีกแปลว่า ความสับสน (ไม่เป็นมงคล)
จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีกคือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ขององค์การ
ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมกัน (ทัดเทียมกัน) โดยมีภารกิจหลัก คือ
1. ให้การสนับสนุนพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อสนองต่อการค้าขายแลกเปลี่ยน
สินค้า และบริการของนานาชาติทั่วโลก
2. พัฒนาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของมวลมนุษย์
ชาติ
ผลงานที่เป็นรูปธรรมของ ISO คือ การกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล (Inter-
national Standard) ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้าน
เทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า
Technical Committee, ISO/TC Quality Assurance และ 
คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารงานคุณภาพเป็นสากล ต้นแบบ 
ของ ISOO 9000 นั้นมาจากมาตรฐานแห่งชาติของอังกฤษ คือ BS 5750 มาเป็นแนวทาง คือระบบบริหารงาน
คุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อ
กำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบคุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม
พาณิชยกรรม ธุรกิจการบริหารทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
ISO ประกอบด้วยสมาชิก 3 ประเภท คือ
1. Member Body เป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ ซึ่งหมายถึง เป็นตัวแทนทางด้านการมาตรฐาน
ของประเทศนั้น ๆ มีสิทธิออกเสียงในเรื่องของวิชาการ มีสิทธิเข้ารับการเลือกตั้งเป็นคณะมนตรี ISO และ
สามารถเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่
2. Correspondent Member เป็นหน่วยงานของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังไม่มีสถาบันมาตรฐาน
เป็นของตัวเอง สมาชิกประเภทนี้จะไม่เข้าร่วมในเรื่องของวิชาการ แต่มีสิทธิจะได้รับข่าวสารความเคลื่อนไหว
ของ ISO และเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ในฐานะผู้สังเกตการณ์
3. Subscribe Membership สมาชิกประเภทนี้ เปิดสำหรับกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจค่อนข้างเล็ก
ให้สามารถติดต่อกับ ISO ได้
          สำหรับประเทศไทยได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบในเรื่องมาตรฐานของประเทศ เรียกว่า
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) (Thai Industrial Standard Institute: TISI) สังกัดกระทรวง
อุตสาหกรรม เมื่อปี พ.ศ. 2511 หมายเลขโทรศัพท์ 02-248-1550 โทรสาร 02-246-4085, 246-4307 (สำหรับ
มาตรฐานที่ใช้ควบคุมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเรียกว่า มาตรฐานอุตสาหกรรม : มอก.) และ สมอ. ได้ประกาศ
ใช้อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 ในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2534 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 108
ตอนที่ 99 วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2534 โดยใช้ชื่อว่า อนุกรมมาตรฐานระบบคุณภาพ มอก. - ISO 9000 ในปี
พ.ศ. 2542
ภาพที่ 39 แสดงเครื่องหมายที่ใช้รับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดย สมอ.
http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/GeneralTis.jpg เครื่องหมายมาตรฐาน ทั่วไป

http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/TISOblige.jpg
เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ
http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/TISsave.jpg เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความปลอดภัย

http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/TISenviron.jpg
เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม
http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/TISemc.jpg
เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า
 
ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกส่วนมากให้การยอมรับมาตรฐาน ISO 9000 อย่างชัดเจน
แต่อย่างไรก็ตามได้มีการเรียกชื่อระบบคุณภาพที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ดังนี้
 ชื่อเรียก และอักษรย่อสำหรับมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 ของประเทศต่าง ๆ
ชื่อประเทศ ชื่อเรียกย่อ
1. มาตรฐานไอเอสโอ
2. ออสเตรเลีย
3. ออสเตรีย
4. เบลเยี่ยม
5. แคนาดา
6. เดนมาร์ก
7. ตลาดร่วมด้านเศรษฐกิจของยุโรป
8. ฟินแลนด์
9. ฝรั่งเศส
10. เยอรมัน
11. อินเดีย
12. ไอร์แลนด์
13. เนเธอร์แลนด์
14. นอร์เวย์
15. แอฟริกาใต้
16. สเปน
17. สวีเดน
18. สวิตเซอร์แลนด์
19. เครือจักรภพ
20. สหรัฐอเมริกา
21. ยูโกสลาเวีย
22. ญี่ปุ่น
23. สิงคโปร์
24. ไทย
25. จีน
1. ISO 9000
2. AS 3900
3. Norm ISO 9000
4. NBN X 50-002-1
5. DS/ISO 9000
6. DS/EN 29000
7. EN 29000
8. SFS-ISO 9000
9. NF S 50-121
10. DIN ISO 9000
11. IS 300
12. ISO 9000
13. NEN-ISO 9000
14. NS 5801
15. SABS 0157
16. UNE 66 900
17. SS 9000
18. SN-ISO>900
19. BS 5750
20. ANSI/ASQC Q90
21. JUS A.K.1.010
22. JISZ 9900 - 1991
23. SS 308.1998
24. TISI ISO 9000
25. GB/T 10300.1-88
 
สรุปประวัติความเป็นมาของ ISO
1. ISO ย่อมาจากคำว่า International Organization for Standardization (องค์การระหว่าง
ประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน) ซึ่งเป็นองค์การสากลที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดหรือปรับมาตรฐาน
นานาชาติเกือบทุกประเภท (ยกเว้นด้านไฟฟ้า ซึ่งเป็นหน้าที่ของ IEC) เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ในโลก
สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันได้

2. ISO เมื่อก่อนใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในทางภาษากรีกแปลออกมาแล้วไม่เป็น
มงคล จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีก คือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ของ
องค์กร ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมเทียมกัน

3. องค์การนี้เป็นองค์การนานาชาติที่ดำเนินกิจกรรม เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ชาติ ได้
ก่อตั้งเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 หรือ พ.ศ. 2490 ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25 
ประเทศ ร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสห-
ประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล 

4. การจัดตั้งองค์การ ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนด
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือเกิดระบบ
มาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

5. ปัจจุบันองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน หรือ ISO มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบด้วยสมาชิกจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกปัจจุบัน 143 ประเทศ โดยมีภารกิจ
หลักคือ
5.1 ให้การสนับสนุนและพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนองต่อการค้าขาย
แลกเปลี่ยนสินค้า และการบริการของนานาชาติทั่วโลก
5.2 พัฒนาความร่วมมือในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของ
มวลมนุษยชาติ
6. ผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมของ ISO คือการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล 
(International Standard) และได้มีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 ขึ้น
เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้านเทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง
เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า Technical Committee,
ISO/TC 176 on Quality Assurance
7. คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารคุณภาพเป็นสากลโดยการ
นำเอามาตรฐาน BS 5750 ของอังกฤษมาเป็นแนวทาง คือ ระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐาน
ของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อกำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบ
คุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ธุรกิจการ การ
บริหาร ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่
      6.1.2 ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000

           มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 หรือเรียกอย่างย่อว่าระบบคุณภาพ ISO 9000 ตาม
ความหมายที่กล่าวมาแล้วว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้เพื่อการบริหารหรือ
จัดการคุณภาพภายในองค์การ ซึ่งไม่จำกัดว่าเป็นองค์การธุรกิจ กิจการอุตสาหกรรมก็สามารถที่จะนำเอาระบบ
คุณภาพนี้ไปใช้ได้ ทั้งนี้ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะไม่รับประกันว่าผลิตภัณฑ์จะดีที่สุดหรือมีมาตรฐานที่สุด
แต่ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะประกันว่าการบริหารงานขององค์การนั้นมีคุณภาพทั่วทั้งองค์กร ซึ่งอาจจะเป็น
ผลกันว่าเมื่อมีการบริหารงานที่ดีมีคุณภาพ ย่อมจะส่งผลไปถึงความมีคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการด้วย
ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000 ดังนี้
1. เป็นการบริหารงานคุณภาพ เพื่อทำให้ลูกค้าพึงพอใจ โดยยึดหลักของคุณภาพที่มุ่งเน้นให้มี 
การจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) เป็นไปตาม
ความต้องการของลูกค้าตั้งแต่แรกที่ได้รับสินค้าหรือบริการตามข้อตกลง
2. เน้นการบริหารงานคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มขั้นตอนแรกจนขั้นตอนสุดท้ายในกระบวน
การผลิตของธุรกิจนั้น ๆ
3. เน้นการปฏิบัติที่เป็นระบบอย่างมีแบบแผน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น
4. สามารถตรวจสอบได้ง่าย โดยมีหลักฐานทางด้านเอกสารที่เก็บไว้ ซึ่งจะนำเอาสิ่งที่ปฏิบัติมา
จัดทำเป็นเอกสาร โดยจัดเป็นหมวดหมู่เพื่อให้นำไปใช้งานได้สะดวกและก่อให้เกิดประสิทธิภาพ
5. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่ทุกคนในองค์การมีส่วนร่วม
6. เป็นแนวทางการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์การ
7. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่นานาชาติยอมรับและใช้เป็นมาตรฐานของประเทศ
8. เป็นที่ยอมรับของลูกค้าชั้นนำ เช่น ประเทศในกลุ่มทวีปยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา และเป็น
เงื่อนไขของกลุ่มประเทศภายใต้การตกลงว่าด้วยสิทธิการปกป้องอัตราภาษีศุลกากรระหว่างประเทศ (General
Agreement on Tax and Tariff; GATT) ที่กำหนดให้ประเทศคู่แข่งขันทางการค้าใช้เป็นมาตรฐานสากลให้
การยอมรับซึ่งกันและกันสำหรับการทดสอบและการรับรอง
9. ระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นการรับรองในระบบคุณภาพขององค์การ ไม่ใช่เป็นการรับรอง
ตัวผลิตภัณฑ์เหมือนกับมาตรฐานสินค้าอื่น ๆ
10. ต้องมีหน่วยงานที่ 3 (third party) ที่ได้รับการรับรองจากองค์การมาตรฐานสากลระหว่าง
ประเทศ (ISO) มาทำการตรวจสอบเพื่อให้การรับรอง เมื่อผ่านการรับรองแล้วจะต้องได้รับการตรวจซ้ำอีก
อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ตลอดระยะเวลาของการรับรอง 3 ปี เมื่อครบกำหนด 3 ปี แล้วจะต้องมีการตรวจ
ประเมินใหม่ทั้งหมด
โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000
โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 มีดังนี้
1. มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของมาตรฐาน และเปลี่ยนแปลงแนวคิดเพื่อให้ตรงตามความ 
พึงพอใจของลูกค้า
2. ประเพณีที่เคยปฏิบัติมาที่เป็นข้อกำหนดทั้ง 20 ข้อของมาตรฐานในปี 1994 ถูกเปลี่ยนให้เป็น
แนวคิดในการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ (Process Approach)
3. โครงสร้างพื้นฐานของกระบวนการจะถูกทำให้สอดคล้องตรงกับแนวคิดเรื่องวงจรการพัฒนา
ระบบอย่างต่อเนื่อง Plan-Do-Check-Act (P-D-C-A) เปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้สอดคล้องรับกับมาตรฐาน
ISO 14000:1996 และ OHSAS 18000:1999
4. ใช้หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการเป็นเครื่องมือช่วยในการทำให้การบริหารงาน
ระบบคุณภาพประสบความสำเร็จ
          ISO 9000 : 2000 มุ่งส่งเสริมให้มีการนำการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ
สำหรับการจัดทำระบบบริหารคุณภาพ การนำระบบบริหารคุณภาพไปประยุกต์ใช้ และการปรับปรุง
ประสิทธิผลของระบบบริหารขององค์การ ทั้งนี้ก็เพื่อให้องค์การสามารถเสริมสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า
ของตนด้านการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า
          ในการที่องค์การใดจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องกำหนดและบริหาร
ควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบภายในองค์การนั้น อาจกล่าวได้ว่ากิจกรรม
ใด ๆ ก็ตามที่มีการใช้ทรัพยากร และมีการจัดการเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปัจจัยป้อนเข้า (Inputs) ให้
กลายเป็นผลผลิต (Outputs) กิจกรรมนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการ (Process) บ่อยครั้งที่ผลผลิตของ
กระบวนการหนึ่งจะกลายเป็นปัจจัยป้อนเข้าให้กับกระบวนการหนึ่งที่อยู่ถัดไป

          การประยุกต์ใช้ระบบจะประกอบขึ้นด้วยกระบวนการต่าง ๆ ที่อยู่ภายในองค์การ โดยมีการระบุ
ถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ (Interactions) รวมถึงการบริหารจัดการกระบวนการเหล่านั้นด้วย การ
ดำเนินการเช่นว่านี้อาจเรียกได้ว่าการบริหารโดยมองเป็นกระบวนการ (Process approach)

          คุณประโยชน์ประการหนึ่งของการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ คือ การ
เอื้ออำนวยให้องค์การสามารถดำเนินการควบคุมการเชื่อมโยงระหว่างแต่ละกระบวนการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
กระบวนการ และการผนวกร่วมกันของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบบริหารคุณภาพ จะทำให้มีการ
เน้นถึงความสำคัญของ
1. การทำความเข้าใจและการตอบสนองต่อข้อกำหนด
2. ความจำเป็นในการพิจารณาถึงกระบวนการ ในแง่ของการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value)
3. การให้ได้มาซึ่งผลการดำเนินการของกระบวนการและประสิทธิผลของกระบวนการ
4. การปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยข้อมูลจากการตรวจวัดอย่างเป็นระบบ
          หลักการทางระบบ ISO 9000 : 2000 คือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และมองเป็นกระบวนการ
ซึ่งสามารถอธิบายเป็นแผนภูมิได้ ดังนี้
http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/pic40.jpg
ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนา, 2546 : 1-7
          จากภาพ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าลูกค้าขององค์การ มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการกำหนดหรือ
ระบุชี้ความต้องการของลูกค้าให้เป็นปัจจัยป้อนเข้าของระบบการจัดการในองค์การ การเฝ้าติดตาม (Monitor-
ing) ถึงความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction) ภายหลังจากองค์การได้ส่งมอบผลผลิตขององค์การ
ไปแล้ว การเฝ้าติดตามวัดความพึงพอใจของลูกค้านั้น เพื่อให้ทราบว่าบรรดาข้อกำหนดของลูกค้าได้รับการ
ตอบสนองโดยครบถ้วนแล้วหรือไม่
          หลักการที่ระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000:2000 นำมาใช้คือหลักการพัฒนาออย่างต่อเนื่อง คือ
          Plan : ทำการกำหนด หรือระบุชี้ วัตถุประสงค์และกระบวนการที่จำเป็นต่อการส่งมอบ
ผลิตภัณฑ์บริการที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของลูกค้า และนโยบายขององค์กรเอง
          Do : นำกระบวนการที่กำหนดชัดเจนแล้วไปปฏิบัติให้เกิดผล
          Check : ติดตามตารางและจัดกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ โดยเปรียบเทียบกับนโยบายวัตถุประสงค์
ของผลิตภัณฑ์
          Action : ปฏิบัติการต่าง ๆ แล้วปรับปรุงผลการดำเนินงานของกระบวนการให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 
มาตรฐาน หัวข้อ
ISO 9000 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : หลักการพื้นฐานและคำศัพท์
ISO 9001 : 2000 ระบบบริหารคุณภาพ : ข้อกำหนด
ISO 9004 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : แนวทางสำหรับปรับปรุงสมรรถนะ
          อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000:2000 มี 2 ฉบับ คือ ISO 9001 และ ISO 9004 ซึ่งทั้ง 2 ฉบับเป็น
มาตรฐานซึ่งสอดรับกัน (Consistent Pair) หรือจะแยกกันก็ได้ และถึงแม้ว่ามาตรฐานทั้งสองจะมีขอบข่าย
ที่แตกต่างกัน แต่มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับ มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันอาจเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่าง
มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับได้ดังนี้
          มาตรฐาน ISO 9001 ได้วางข้อกำหนดสำหรับองค์การ เพื่อการจัดทำระบบบริหารคุณภาพสำหรับ
ประยุกต์ใช้ภายในองค์การของงาน และการออกใบรับรอง หรือเพื่อวัตถุประสงค์ภายใต้ข้อตกลงหรือสัญญา
ระหว่างองค์กรกับลูกค้า มาตรฐานฉบับนี้มุ่งเน้นที่ความมีประสิทธิผลของระบบบริหารคุณภาพขององค์กร
ในการบรรลุถึงข้อกำหนดของลูกค้า
         มาตรฐาน ISO 9004 ให้แนวทางของระบบบริหารคุณภาพที่มีขอบเขตกว้างขวางกว่าที่กำหนด
ไว้ใน ISO 9001 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงผลการดำเนินงานโดยรวมขององค์การอย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมถึงด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย มีความประสงค์จะพัฒนาองค์กรของงานให้ก้าวไปเกินกว่าระดับที่กำหนดใช้ในมาตรฐาน ISO 9001 โดยเฉพาะในด้านการปรับปรุงผลประกอบการขององค์กรอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามมาตรฐาน ISO 9004 ไม่มีวัตถุประสงค์ให้ใช้หรือการขอการรับรอง(Certification) หรือเพื่อประกอบในการทำสัญญากับลูกค้า
          ISO 9000:2000 ไม่มีข้อกำหนดที่จำเพาะเจาะจงในหัวข้อการบริหารจัดการในระบบอื่น ๆ เช่น
ระบบบริหารสิ่งแวดล้อม (Environmental Management) ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยและอาชีว-
อนามัย (Occupational Health and Safety Management) หรือระบบการบริหารการเงิน (Financial Manage-
ment) หรือแม้กระทั่งการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) อย่างไรก็ตามมาตรฐานฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้องค์การผู้นำมาตรฐานนี้ไปใช้ สามารถเลือกที่จะปรับ (Align) หรือผนวกรวม (Integrate) ระบบบริหาร
คุณภาพให้สอดรับกับระบบการบริหารอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วในองค์กร แต่ในบางกรณีองค์กรอาจปรับเปลี่ยน
ระบบการบริหารงานของตนเพื่อเอื้ออำนวยให้สามารถจัดทำระบบบริหารงานคุณภาพที่สอดรับกับข้อกำหนด
ในมาตรฐานฉบับนี้ก็ได้
     หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการ
          หลักการที่ 1 : องค์กรที่ให้ความสำคัญแก่ลูกค้า (Customer Focused Organization)
          'องค์กรต้องพึ่งพิงลูกค้าเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าทั้ง
ในส่วนปัจจุบันและอนาคต และทำให้บรรลุความต้องการเหล่านั้น รวมถึงการพยายามที่จะทำให้ได้เกินความ
คาดหวังของลูกค้า'
          'Organizations depend their customers and therefore should understand current and future
customer needs, should meet customer requirements and strive to exceed customer expectations.'
     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน
1. เข้าใจความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้า
2. กำหนดเป้าหมายและองค์กรให้สัมพันธ์กับความต้องการและคาดหวังของลูกค้า
3. สื่อความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้าให้เป็นที่เข้าใจทั่วถึงทั้งองค์กรวัดความพึงพอใจ
ของลูกค้า
4. สร้างสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเป็นระบบ 
5. คำนึงถึงความสมดุลในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ
     ประโยชน์ที่ได้
1. มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วในการตอบสนองตลาด ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดและรายได้
เพิ่มขึ้น
2. เพิ่มความภักดีของลูกค้า และการแนะนำต่อ
3. ทำให้การใช้ทรัพยากรเพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
      หลักการที่ 2 : ความเป็นผู้นำ (Leadership)

          'ผู้นำเป็นผู้กำหนดความเป็นเอกภาพของวัตถุประสงค์และทิศทางขององค์กร ผู้นำต้องเป็นผู้
สร้างและธำรงไว้ซึ่งปัจจัยเกื้อหนุนภายในที่สนับสนุนให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและส่งเสริมการบรรลุ
วัตถุประสงค์ขององค์กรได้'

          'Leaders establish unity of purpose and direction of the organization. They should create and
maintain the internal environment in which people can become fully involved in achieving the organization's
objectives

      การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน
1. พิจารณาความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
2. กำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนขององค์กร
3. กำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย
4. สร้างและรักษาคุณค่า ความเสมอภาค และจรรยาบรรณร่วมกัน ให้มีในทุกระดับขององค์กร 
5. สร้างความไว้วางใจและขจัดความหวาดกลัว
6. จัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น
7. ให้การฝึกอบรม
8. ให้อิสระในการปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบ 
9. สร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุน และให้การยอมรับต่อการมีส่วนร่วมของบุคลากร
     ประโยชน์ที่ได้
1. ทำให้บุคลากรเข้าใจและเกิดแรงจูงใจเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขององค์กร
2. มีการประเมินผลของกิจกรรมต่าง ๆ ปรับ และนำไปปฏิบัติ เพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกัน
3. ลดความผิดพลาดในการสื่อความ ระหว่างบุคลากรในระดับต่าง ๆ
     หลักการที่ 3 : การมีส่วนร่วมของบุคลากร (Involvement of people)

          'พนักงานทุกระดับถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรและการให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และเต็ม
ความสามารถของพนักงานทุกคน ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่องค์กร'
          'People at all levels are the essence of an organization and their full involvement enables their
abilities to be used for the organization's benefit.'

     การนำหลักการไปป
 
qqkeeqq123 [202.29.231.xxx] เมื่อ 7/11/2013 08:59
3
อ้างอิง
หน
วยที่
 5 
การเพิ่
มผลผลิต 
สาระการเรียนรู 
ตอนที่
 5.1 ความเปนมาและแนวคดของการเพ ิ ิ่
มผลผลิต 
ตอนที่
 5.2 การเพิ่
มผลผลิตตามแนวคดทางด ิ านวิทยาศาสตร 
ตอนที่
 5.3 การเพิ่
มผลผลิตตามแนวคดทางด ิ านเศรษฐกิจและสังคม 
ตอนที่
 5.4 ประโยชนที่ไดรับจากการเพิ่
มผลผลิต 
สาระสําคัญ 
1. การเพิ่มผลผลิต (Productivity) เกิดจากการนําหลักการทางวิทยาศาสตรมาใชในการ
บริหารงาน การเพิ่
มผลผลิตมี 2 แนวคิด คือ แนวคดทางด ิ านวิทยาศาสตรและแนวคิดทาง
เศรษฐกิจและสังคม 
2. การเพิ่มผลผลิตตามแนวคิดทางดานวิทยาศาสตร เปนเรื่องของการใชประโยชนจาก
ทรัพยากรอยางคุมคา สามารถวัดคาไดใน 2 ลักษณะ คือ วัดเชิงกายภาพและวดเช ั ิงมูลคา 
การปรับปรุงการเพิ่
มผลผลิตตามแนวคิดทางดานวิทยาศาสตร ทําได 4 แนวทาง 
3. การเพิ่มผลผลิตตามแนวคิดทางดานเศรษฐกิจและสังคม เปนเรื่
องการแสวงหาทาง
ปรับปรุงสิ่
งตางๆใหดีขึ้นอยูเสมอ ทําวันนี้ใหดีกวาเมื่
อวานและพรุงนจะต ี้ องดีกวาวันนี้ 
เหตุผลและความจําเปนที่
เราตองเรงทําการเพิ่
มผลผลิต เนื่องจากทรัพยากรมีจํากัด แต
ความตองการของมนุษยมีมากขึ้น เราตองหาวิธีใชประโยชนจากทรัพยากรใหคุมคา 
4. ประโยชนที่ไดจากการเพิ่
มผลผลิตถูกแบงปนอยางทวถั่ ึง ดังนั้
นการเพมผลผล ิ่ ิตจึงเปน
หนาที่
ของทุกๆคนที่
จะตองมีสวนรวมในการปรับปรุงการเพิ่
มผลผลิต 
จุดประสงคการเรียนรู 
1. มีความรูความเขาใจความหมายและแนวคดของการเพ ิ ิ่
มผลผลิต 
2. ทราบแนวคดการเพ ิ ิ่
มผลผลิตทางดานวิทยาศาสตร 
3. ทราบแนวคดการเพ ิ ิ่
มผลผลิตทางเศรษฐกจและส ิ ังคม 
4. เห็นความสําคัญของการเพิ่
มผลผลิต 
5. ทราบประโยชนของการเพิ่
มผลผลิต ตอนที่ 5.1 ความเปนมาและแนวคิดของการเพิ่มผลผลิต 
หัวขอเรื่
อง 
5.1.1 ความเปนมาของการเพิ่
มผลผลิต 
5.1.2 แนวคดของการเพ ิ ิ่
มผลผลิต 
สาระสําคัญ 
1. ความเปนมาของการเพิ่
มผลผลิต เกิดจากการนําแนวคิดทางดานวิทยาศาสตรมาใชใน
การบริหารงานเพื่
อแกปญหาเกี่
ยวกับความสิ้นเปลืองวัตถุดิบและพลังงานใน
กระบวนการผลิต ที่มีสาเหตุมาจากการที่คนงานปฏิบัติงานไมตรงกับความรู
ความสามารถและความถนัด โดย Federick W. Taylor ไดสรุปหลักการทํางานไว 4 
ประการ คือ พัฒนาระบบการผลิตดวยการหาวิธีที่ดีที่สุด, จัดคนเขาทํางานให
เหมาะสมกับงาน ,จัดหาสิ่
งจูงใจในการทางาน ํ และ เนนความช  ํานาญเฉพาะอยาง
และแบงงานกนทั ํา 
2. การเพิ่มผลผลิตมี 2 แนวคิด ไดแก การเพิ่มผลผลิตตามแนวคิดทางดานวิทยาศาสตร 
คือการใชประโยชนจากทรพยากรอย ั างคุมคา และการเพิ่
มผลผลิตตามแนวคิด
ทางดานเศรษฐกิจและสังคม คือการแสวงหาทางปรับปรุงสิ่
งตางๆใหดีขึ้นอยูเสมอ 
จุดประสงคเชิงพฤติกรรม 
1. อธิบายความเปนมาของการเพิ่
มผลผลิตได 
2. จําแนกแนวคดของการเพ ิ ิ่
มผลผลิตได 
 
 
เรื่
องที่ 5.1.1 ความเปนมาของการเพิ่
มผลผลิต 
 ความเปนมาและแนวคิดเรื่
องการเพิ่
มผลผลิตนั้
นเริ่
มตนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในป พ.ศ. 
2454 จากการนําแนวคิดตามหลักวิทยาศาสตรมาใชในการบริหาร โดย Federick W. Taylor 
วิศวกรชาวอเมริกัน ผูไดรับการยกยองวาเปนบิดาแหงการบริหารเชิงวทยาศาสตร ิ  ไดทําการศึกษา
เพื่
อหาแนวทางการแกปญหาเกี่
ยวกับความสิ้นเปลืองวัตถุดิบและพลังงานในกระบวนการผลิต ที่มี
สาเหตุมาจากการที่คนงานปฏิบัติงานไมตรงกับความรความสามารถและความถน ู ัด ตลอดจนขาด
ขวัญกําลังใจในการทํางานรวมถึงการบริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพ ทําใหผลผลิตตกต่ํา Federick 
W. Taylor เนนหลักการบริหารแบบวิทยาศาสตร ตองการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของทั้งพนักงาน
และฝายบริหาร ใหมองเหนความจ ็ ําเปนในการนําหลักวิทยาศาสตรมาใชในการบริหารงาน เขาไดทําการศึกษาเกี่
ยวกับเรื่
องเวลาและการเคลื่อนไหวในการทํางานของคนงาน และไดประกาศ
แนวทางการบริหารเชิงวิทยาศาสตรในหนงสั ือ ชื่อ Principles of Scientific Management สรุปเปน
หลักการทํางานได 4 ประการ คือ 
1. ตองศึกษาวิธีการปฏิบัติงานในกระบวนการผลิตแตละสวนอยางละเอียด พัฒนา
ระบบการผลิตดวยการหาวิธีที่ดีที่สุด 
2. คัดเลือกและจดคนเข ั าทํางานใหเหมาะสมกับงาน พิจารณาจากความรความสามารถ ู
และความสนใจ อบรมคนงานใหมีความรความเข ู าใจในงานที่รับผิดชอบ เพื่อให
สามารถทํางานไดถูกตองตามที่กําหนด 
3. จัดหาสิ่
งจูงใจในการทํางานโดยใหคาตอบแทนเปนสัดสวนก  ับการผลิตของแตละคน 
4. เนนความชํานาญเฉพาะอยางและแบงงานกันทําระหวางฝายบริหารกับฝายปฏิบัติการ 
โดยฝายบริหารตองมีความรับผิดชอบตอการวางแผนการทํางาน กําหนดวิธีการ
ทํางานใหชัดเจน และเลือกสรรคนงานอยางเหมาะสม สวนฝายปฏิบัติการก็ตองมี
ความรับผิดชอบในหนาที่ที่ฝายบริหารกําหนด 
 Federick W. Taylor ไดใหแนวคิดดานปรมาณงานเอาไว ิ วา ถากําหนดปริมาณงานที่
เหมาะสมกับระยะเวลาที่มอบหมาย ก็จะสงผลให  คนงานปฏิบัติงานไดเต็มความสามารถ ฝาย
บริหารก็ไมตองมีปญหาเรื่องการทํางานของคนงานอีก ผลการศึกษาของ Taylor นับไดวาเปน
จุดเริ่
มตนของการเพิ่
มผลผลิต 
 
 เรื่
องที่ 5.1.2 แนวคิดของการเพิ่
มผลผลิต 
 การเพิ่มผลผลิตประกอบดวย 2 แนวคิด คือ 
5.1.2.1 แนวคิดทางวทยาศาสตร ิ 
การเพิ่มผลผลิตตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร คือ การใชประโยชนจากทรัพยากรในการ
ผลิตอยางคุมคา เกิดประโยชนสูงสุด ซึ่งการเพิ่
มผลผลิตตามแนวคดนิ ี้อาจใชวิธีการลดตนทุน ลด
การสูญเสีย ปรับปรุงกระบวนการผลิต และมุงเนนการท  างานอย ํ างมีประสิทธิภาพ 
5.1.2.2 แนวคิดทางเศรษฐกิจและสังคม 
การเพิ่มผลผลิตตามแนวคิดทางเศรษฐกิจและสังคม เปนท ัศนคติในจตใจของคน ิ ที่จะ
แสวงหาทางปรับปรุงสิ่
งตางๆใหดีขึ้นอยูเสมอ บนพื้
นฐานของความเชอในความก ื่ าวหนาและ
ความสามารถของมนุษย วาเราสามารถทําวันนใหี้ ดีกวาเมื่
อวานและพรุงนี้
จะตองดกวี าวนนั ี้ เปน
 
suwat l3abaice_mono@hotmail.com [202.29.231.xxx] เมื่อ 25/11/2013 12:02
4
อ้างอิง
5 ส คืออะไร?
                                       


5 ส คือการจัดระเบียบและปรับปรุงที่ทำงานสถานประกอบกิจการ และงานของตนด้วยตนเอง เพื่อก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ปลอดภัย มีระเบียบเรียบร้อย มีคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยใช้วิธี สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ และสร้างนิสัย

5 ส มาจากคำย่อ “5 S” ซึ่งเป็นอักษรตัวแรกในภาษาญี่ปุ่น 5 คำ คือ

1. Seiri (เซริ) = สะสาง (ทำให้เป็นระเบียบ) คือการแยกให้ชัดระหว่างของที่จำเป็นต้องใช้กับของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ต้องขจัดทิ้งไป กล่าวกันว่า การเพิ่มประสิทธิภาพนั้น ต้องเริ่มจาก สะสาง

2. Seition (เซตง) = สะดวก (วางของในที่ที่ควรอยู่) คือ การจัดวางของที่จำเป็นต้องใช้ให้เป็นระเบียบสามารถหยิบฉวยใช้งานได้ทันที กล่าวกันว่า ให้ใช้หลัก “สะดวก” นี้ เพื่อกำจัดความสูญเปล่าของเวลาในการ “ค้นหา” สิ่งของ

3. Seiso (เซโซ) = สะอาด (ทำความสะอาด) คือ การปัดกวาดเช็ดถูสถานที่ สิ่งของ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่มีเศษขยะ ไม่ให้สกปรกเลอะเทอะ “สะอาด” คือพื้นฐานของการยกระดับคุณภาพ

4. Seiketsu (เซเคทซึ) = สุขลักษณะ (รักษาความสะอาด) คือ การรักษาและปฏิบัติ 3 ส ได้แก่ สะสาง สะดวก และสะอาดให้ดีตลอดไป ก้าวแรกของความปลอดภัยเริ่มจากการรักษาความสะอาด หรือ “สุขลักษณะ” นี่เอง

5. Shitsuke (ชิทซึเคะ) = สร้างนิสัย (ฝึกให้เป็นนิสัย) คือ การรักษาและปฏิบัติ 4 ส หรือสิ่งที่กำหนดไว้แล้วอย่างถูกต้องจนติดเป็นนิสัย

 
วิธีการทำกิจกรรม 5 ส มีหลักสำคัญ ดังนี้

1.การเริ่มต้นทำ 5 ส

(1) รวมพลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยการจัดให้มีการบรรยาย อภิปราย ทำความเข้าใจและปรับแนวความคิดให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

(2) วางกิจกรรม 5 ส ให้สัมพันธ์สอดคล้องกับเป้าหมายในการปรับปรุงสถานที่ทำงาน โดยนำเอาวิธีการ 5 ส ที่มุ่งขจัดความสูญเปล่าไปช่วยในเรื่องต่างๆ เช่น

     - ขจัดอุบัติเหตุให้หมดสิ้น

     - ขจัดของเคลม (Claim) ให้หมดสิ้น

     - ขจัดปัญหาคุณภาพไม่ดีที่เป็นปัญหาเรื้อรัง

     - เพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์

     - ขจัดปัญหาเกี่ยวกับเครื่องจักรและอุปกรณ์

     - ลดจำนวนสต๊อกจำนวนสินค้าระหว่างผลิต

     - ลดเวลาที่ใช้ในการตั้งเครื่องให้น้อยลง เป็นต้น

(3) กำหนดทำกิจกรรมเรียงตามลำดับแต่ละ “ส” โดย

     - เริ่มจากการขจัดของที่ไม่ต้องการออก และทำความสะอาด (พื้น) ก่อน

     - เริ่มทำในหน่วยตัวอย่างเล็กๆ ของแต่ละแผนกก่อน แล้วค่อยขยายขอบข่ายให้กว้างออกไป

     - เริ่มทำให้ดูเป็นตัวอย่าง โดยเริ่มในสำนักงาน และในบริเวณโต๊ะทำงานของหัวหน้าในโรงงาน

(4) ให้ผู้บริหารทำการตรวจเช็ค เพื่อรับรู้สถานะที่แท้จริงของการดำเนินกิจกรรม 5 ส ด้วยตนเอง

(5) ใช้วิธีถ่ายรูปไว้ ทั้งก่อนลงมือทำและหลังทำกิจกรรม 5 ส ในหน่วยที่ปฏิบัติ และให้มีการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับรูปถ่ายนั้นไว้ เพื่อจะได้นำมาเปรียบเทียบสภาพก่อนและหลังการปรับปรุงได้

(6) ทำกิจกรรมกลุ่ม โดยสมาชิกของแต่ละกลุ่มจะเป็นผู้ดำเนินงานและให้กลุ่มจัดการประชุมอย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้ง เพื่อกำหนดหัวข้อ และรายละเอียดการดำเนินงาน นอกจากนี้ให้มีการกำหนดหัวข้อรับผิดชอบที่แยกย่อยลงไปอีก เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม

(7) การวัดผล ในการทำกิจกรรม 5 ส นั้น ควรจะได้มีการวัดผลออกมาด้วย จะทำให้มีคุณค่ามากขึ้น เช่น การขจัดสิ่งที่ไม่ต้องการออกนั้น มีแนวคิดดังนี้

     - เอกสารที่ไม่ต้องการนั้น หนักเท่าใด หรือกี่ตู้เอกสาร

     - ลองแปลงเป็นตัวเลขที่เข้าใจง่าย เช่น จะเป็นเศษวัตถุดิบกี่ตัน เป็นจำนวนเงินกี่แสนบาท

2. การคงรักษากิจกรรมและขยายงานกิจกรรม 5 ส

มีหลักสำคัญดังนี้

(1) มีการกำหนดหัวข้อสำคัญที่จะดำเนินการในแต่ละเดือน เช่น การขจัดของที่ไม่ต้องการ การเช็ดถูทำความสะอาด ฯลฯ

(2) การดำเนินงานให้ดำเนินการโดยบุคคลที่อยู่ในสายงานของตนเสมอ

(3) หัวหน้างานมีความตั้งใจจริงและมีความกระตือรือร้นโดยหัวหน้าเป็นผู้นำ และปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา

(4) มีการตรวจเช็คและการประเมินผล ทั้งโดยผู้จัดการโรงงานและหัวหน้าหน่วย เพื่อทราบจุดบกพร่อง และการบรรลุเป้าหมาย เป็นต้น

(5) มีการกำหนดเป็นมาตรฐาน คือ ควรทำการรวบรวมกฎเกณฑ์ การเตรียมงานขั้นต้นไว้แล้ว กำหนดเป็นมาตรฐานในการปฏิบัติงานในโรงงาน โดยทำไว้ตั้งแต่ระยะต้นๆ แล้วให้มีการปรับปรุงไปสู่การตรวจเช็คภายในสถานที่ทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนด

(6) สนับสนุนให้ดำเนินการปรับปรุง โดยมุ่งเน้นว่างานปรับปรุงที่สามารถทำเองได้ จะต้องให้พนักงานในหน่วยงานเป็นผู้ดำเนินการเอง

(7) แจ้งข้อคิดเห็นให้ทราบทั่วกัน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยจัดให้มีการประชุมเป็นประจำรายสัปดาห์ หรือเดือนตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ควรจัดประชุมในสถานที่ทำงานของแต่ละหน่วยจะดีกว่าจัดในที่ประชุมและมีการติดป้ายแสดงให้ทราบทั่วกัน

(8) ให้พิจารณาลึกเข้าไปถึงสถานที่เป็นปัญหา เพื่อพบว่าจุดไหนที่มีปัญหาก็ต้องรีบแก้ไขให้กลับสู่สภาพที่ดี สำหรับบางจุดอาจจะมีปัญหาเรื้อรังยากต่อการปฏิบัตินั้น จะต้องพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อหาทางแก้ไขต่อไป

(9) ให้คืบหน้าไปเรื่อยๆ จนถึงจุดเล็กๆ คือ ในบางหัวข้อที่มีความสำคัญให้ทำซ้ำหลายๆ ครั้ง เพื่อให้ก้าวคืบหน้าต่อไปจนถึงจุดเล็กๆ

 
apichat [202.29.231.xxx] เมื่อ 25/11/2013 12:11
5
อ้างอิง
*
  • กระทู้: 173
    • ดูรายละเอียด
บทที่ 1 ความหมายและความสำคัญของคุณภาพ
« เมื่อ: ธันวาคม 08, 2011, 08:03:34 pm »
 
ความหมายและความสำคัญของคุณภาพ
ความหมายของคุณภาพ
ถูกกำหนดขึ้นตามการใช้งานหรือตามความคาดหวังของผู้กำหนด เช่น มีความเหมาะสมกับการใช้งาน มีความทนทาน ให้ผบตอบแทนสูงสุด บริการดีและประทับใจ หรือเป็นไปตามมาตรบฐานที่ตั้งใจไว้ เป็นต้น
คุณภาพแบ่งเป็น 3 ลักษณะดังนี้
1. คุณภาพตามหน้าที่ หมายถึง ประสิทธิภาพการทำงาน ความเหมาะสมในการใช้งาน ความทนทาน เช่น พัดลมเครื่องนี้มีมอเตอร์ที่สามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่องถึง 24 ชั่วโมง
2. คุณภาพตามลักษณะภายนอก หมายถึง รูปร่างสวยงาม สีสันสดใส เรียบร้อย เหมาะกับการใช้งาน โครงสร้างแข็งแรง ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มักเน้นคุณภาพภายนอก โดยเน่นที่สีสันสดใส หรือรูปลักษณ์ให้โดดเด่นเพื่อดึงดุดความสดใสของผู้ซื้อ
3. คุณภาพในการบริการ หมายถึง การสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการหรือมาซื้อสินค้า
คุณภาพหมายถึง คุณสมบัติและลักษณะโดยรวมของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่แสดงให้เห็นว่ามีความสามารถที่จะก่อให้เกิดความพึงพอใจได้ตรงตามต้องการที่ได้ระบุหรือแสดงเป็นนัยไว้
ในอดีตคุณภาพมักจะถูกกำหนดขึ้นจากความต้องการของผู้ผลิต แต่ปัจจุบัน สภาพการแข่งขันในตลาด มีมาก หากคุณภาพไม่ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อหรือผู้ให้บริการ การผลิตสินค้าและบริการก็อาจจะต้องล้มเลิกกิจการไป ดังที่ได้เกินขึ้นมาในปัจจุบัน
สินค้าบางประเภทแข่งขันกันที่คุณภาพ บางประเภทแข่งขันกันที่ราคา แต่บางประเภทแข่วขันกันที่ความแปลกใหม่ ดังนั้น การผลิตหรือให้บริการใดๆ จะต้องมีการศึกษาสภาพตลาดอย่างรอบคอบ เพื่อกำหนดคุณภาพ
ขั้นตอนการกำหนดคุณภาพ
การกำหนดคุณภาพมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการกำหนดคุณภาพไม่ได้กำหนดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มคน หรือสถาบันเท่านั้น แต่การกำหนดคุณภาพต้องคำนึงถึงคนหลายกลุ่มหลายสถาบัน
การกำหนดคุณภาพสินค้นและบริการ มีขั้นตอนดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่
1. การศคกษาความต้องการของผู้ใช้สินค้าและบริการ อย่างกว้างขวาง และครอบคลุมผู้ซื้อหรือผู้ใช้บริการที่มีความหลากหลาย
2. การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือพัณนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการที่ศึกษามาอย่างจริงจัง
3. จัดระบบการผลิตและควบคุมระบบการผลิตให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
การศึกษาความต้องการคุณภาพสินค้าและบริการ เป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องแรกของการวางแผนดำเนินธุรกิจ อุตสาหกรรม หรือกิจการใดๆ วิธีการศึกษาขึ้นอยู่กับเป้าหมายคือ ลูกค้า ลูกค้าของเรา คือ กลุ่มใด เช่น วัยใด เพศใด ระดับการศึกษา อาชีพ เป็นต้น
ตลาด หรือคู่แข่งทางการค้าก็เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องคำนึงถึง เพราะหากคุณภาพของสินค้นหรือบริการขอวเราต่ำกว่าคู่แข่ง โอกาสความสำเร็จของเราก็ย่อมมีน้อยลง
การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการมักจะละเลยเพราะมั่นใจในคุณภาพสินค้นเดินหรือคิดว่าเป็นเรื่องยาก ต้องใช้นักวิชาการชั้นสูงหรือผู้เชี่ยวชาญทำมห้เกิดต้นทุนที่สูงขึ้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ยังต้องปรับระบบการผลิตด้วย ทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่ายุ่งยสก แต่การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ เป็นเรื่องจำเป็นเพราะถ้าหากเราไม่พัฒนา การพั ฒนาผลิตภัณฑ์และบริการไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่อย่างใด เพียงแต่เรานำผลการศึกษาความต้องการของผู้ซื้อ ผู้ใช้ มาเป็นหลักการ แล้วหาแนวทางตอบสนองความต้องการ ใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ผลงานใหม่ ก็จะเกิดขึ้น เช่นการปรับปรุงเครื่องปรับอากาศให้สามารถกรอกฝุ่นละอองได้ ต่อมาก็พัฒนาสู่การเป็นเครื่องปรับอากาศทีมีการฟอกอากาศด้วยประจุไฟฟ้าเป็นต้น
ระบบการผลิตและการควบคุมระบบการผลิต เพื่อให้ได้สินค้าหรือบริการตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ องค์ประกอบที่ต้องวางแผนดำเนินการอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกันดังนี้
1. วัตถุดิบที่ใช้ผลิต หรือใช้บริการ ควรมีคุณภาพสูง แต่ราคาต่ำ
2. กระบวนการผลิตมีความพร้อมทั้งด้านบุคลกร เครื่องมือเครื่องใช้หรือเครื่องจักร และโดรงสร้างพื้นฐาน
3. ผลผลิต/ผลิตภัณฑ์ / ผลงารการบริการ จะต้องผ่านการตรวจสอบและประเมินอย่างเที่ยงตรง การบริหารคุณภาพในองค์กร จึงถูกนำมาใช้เพื่อให้ระบบการผลิตและการควบคุมระบบมีประสิทธิภาพสูงตามความต้องการของตลาด ผู้ซื้อ หรือผู้ใช้
ความสำคัญของคุณภาพ
คุณภาพ เป็นความต้องการของผู้ซื้อและผู้ให้บริการเท่านั้น หรือคุณภาพมีความสำคัญทั้งต่อบุคล องค์การ และประเทศ
1. ความสำคัญของคุณภาพต่อบุคคล
บุคคลคือ ผู้ผลิตหรือผู้บริการคุณภาพจึงเกิดขึ้นที่ระดับบุคคลก่อน หากบุคคลใดสามารถผลิตหรือให้บริการที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการหรือตรงกับข้อกำหนด บุคคลนั้นย่อมได้ชื่อว่า 'บุคคลคุณภาพ' เราเห็นตัวอย่างบุคคลคุณภาพมากมาย ที่ได้รับการยกย่อง เนื่องจากสามารถสร้างผลงานคุณภาพ ดังนั้นคุณภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบุคคลทุกคน ทุกคนจึงควรมุ่งมั่นสร้างผลงานคุณภาพ
2. ความสำคัญของคุณภาพต่อองค์กร
องค์กรทุกองค์กรมีเป้าหมายสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพให้เป็นที่ต้องการของลูกค้า หุ้นส่วน หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คือผลกำไรสูงสุด แต่ปัจจุบันทุกองค์กรยังต้องคำนึงระบบการแข่งขันในตลาดการค้า เมื่อประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การตลาดการค้าเสรี (World Trade Organization :WTO) ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบบการแข่งขันทางด้ารการค้ามากขึ้น ทั้งภายในประเทศและการค้าระหว่างโลก
ในระบบการค้าเสรีเกิดระบบการแข่งขันด้วยการค้าแทนกำแพงภาษีในอดีตได้แก่ ข้อกำหนดมาตรฐานสินค้า มาตรฐาน ระบบบริหาร มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานด้านแรงงานและความปลอดภัย ดังนั้นคุณภาพขององค์กรจึงเป็นคุณภาพโดยรวมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์จนถึงระบบบริหารขององค์กร
คุณภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อองค์กร เพราะทำให้องค์กรมีความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
3. ความสำคัญของคุณภาพต่อประเทศ
คุณภาพของคน คุณภาพของสินค้า และคุณภาพของการบริการ คือ ภาพพจน์ และความเชื่อมั่นที่นานาประเทศให้การยอมรับและนับถือ เช่น ข้าวหอมมะลิ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องหนัง เป็นต้น
คุณภาพ ต้นทุน การส่งมอบ
คุณภาพ คือ ความต้องการ ข้อกำหนด ความคาดหวัง หรือสิ่งที่ลูกค้าต้องการจาก
ผลอตภัณฑ์หรืองานบริการ
ต้นทุน คือ ปัจจัยการผลิต ได้แก่ แรงงาน (Man) เงินทุน(Money) วัตถุดิบ(Material) เครื่องจักร อุปกรณ์(Machine) และการบริหารจัดการ (Management)
การส่งมอบ คือ กระบวนการนำส่งผลิตภัณฑ์ / งานบริการถึงมือลูกค้า สร้างความพึง
พอใจให้กับลูกค้า ด้วยผลิตภัณฑ์หรืองานบริการที่มีคุณภาพตรงกับความ
ต้องการของลูกค้า
การส่งมอบสินค้นหรือบริการที่ประทับใจลูกค้า เกิดจากการบริการที่ดี คุณภาพดี และราคาถูก ขณะเดียวกันผู้ขายก็ต้องการกำไรสูงสุด คุณภาพดี และบริการดี คือ ความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขายจะเกิดความสัมพัณธ์ที่ดี ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่การลดต้นทุนก็ต้องคำนึงถึงคุณภาพและบริการด้วย เพราะถ้าสินค้าราคาถูกแต่คุณภาพไม่ดี ค้นซื้อก็ไม่ต้องการ หรือสินค้ามีคุณภาพมากแต่ราคาแพง ผู้ซื้อก็ไม่ต้องการ เป็นต้น ดังนั้น ระบบควมคุมคุณภาพจึงเกิดขึ้น
การควบคุมคุณภาพ
การคงบคุมคุณภาพคือ เทคนิคในเชิงปฎิบัติการและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่จัดทำหรือนำมาใช้เพื่อให้บรรลุข้อกำหนดด้านคุณภาพ ซึ่งอาจจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือการบริการก็ได้
QC : Quality Coutrol หรือการควบคุมคุณภาพในภาคการผลิต (โรงงานอุตสาหกรรม) จะเน้นกระบวนการตรวจสอบและคัดแยกของดีกับของเสียออกจากกัน เพื่อให้เกิดหลักประกันว่าสินค้นผ่านการตรวจสอบแล้วมีคุณภาพตามข้อกำหนด
การควบคุมคุณภาพในที่นี้ หมายถึง การควบคุมกระบวนการผลิตและการให้บริการ เพื่อให้เกิดผลผลิต / งานบริการมที่มีคุณภาพ ดังแผนภูมิ
Input ----> Process ----> Output
วัตถุดิบ กระบวนการ ผลผลิต
การควบคุมคุณภาพในกระบวนการผลิต แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ
1. คุณภาพการทำงาน หรือประสิทธิภาพของคนงาน
2. คุณภาพของเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือเทคโนโลยี
3. คุณภาพของระบบบริหารงาน
การควบคุมคุณภาพมีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการได้แก่
1. ลดการสูญเสียวัตถุดิบ / ผลผลิต
2. ลดการสูญเสียเวลาการทำงาน
เมื่อเราสามารถลดการสูญเสียวัตถุดิบและผลผลิต ลดเวลาการทำงาน เราก็สามารถลดต้นทุนได้ ขณะเดียวกันเราก็ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
 
กิตติศักดิ์ ป้ายงูเหลือม [202.29.231.xxx] เมื่อ 26/11/2013 09:17
6
อ้างอิง

วิษณุ เต็งเมืองปัก (จุ๊บๆ)

ISO ประกอบด้วยสมาชิก 3 ประเภท คือ
1. Member Body เป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ ซึ่งหมายถึง เป็นตัวแทนทางด้านการมาตรฐาน
ของประเทศนั้น ๆ มีสิทธิออกเสียงในเรื่องของวิชาการ มีสิทธิเข้ารับการเลือกตั้งเป็นคณะมนตรี ISO และ
สามารถเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่
2. Correspondent Member เป็นหน่วยงานของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังไม่มีสถาบันมาตรฐาน
เป็นของตัวเอง สมาชิกประเภทนี้จะไม่เข้าร่วมในเรื่องของวิชาการ แต่มีสิทธิจะได้รับข่าวสารความเคลื่อนไหว
ของ ISO และเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ในฐานะผู้สังเกตการณ์
3. Subscribe Membership สมาชิกประเภทนี้ เปิดสำหรับกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจค่อนข้างเล็ก
ให้สามารถติดต่อกับ ISO ได้
          สำหรับประเทศไทยได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบในเรื่องมาตรฐานของประเทศ เรียกว่า
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) (Thai Industrial Standard Institute: TISI) สังกัดกระทรวง
อุตสาหกรรม เมื่อปี พ.ศ. 2511 หมายเลขโทรศัพท์ 02-248-1550 โทรสาร 02-246-4085, 246-4307 (สำหรับ
มาตรฐานที่ใช้ควบคุมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเรียกว่า มาตรฐานอุตสาหกรรม : มอก.) และ สมอ. ได้ประกาศ
ใช้อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 ในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2534 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 108
ตอนที่ 99 วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2534 โดยใช้ชื่อว่า อนุกรมมาตรฐานระบบคุณภาพ มอก. - ISO 9000 ในปี
พ.ศ. 2542
มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 หรือเรียกอย่างย่อว่าระบบคุณภาพ ISO 9000 ตาม
ความหมายที่กล่าวมาแล้วว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้เพื่อการบริหารหรือ
จัดการคุณภาพภายในองค์การ ซึ่งไม่จำกัดว่าเป็นองค์การธุรกิจ กิจการอุตสาหกรรมก็สามารถที่จะนำเอาระบบ
คุณภาพนี้ไปใช้ได้ ทั้งนี้ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะไม่รับประกันว่าผลิตภัณฑ์จะดีที่สุดหรือมีมาตรฐานที่สุด
แต่ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะประกันว่าการบริหารงานขององค์การนั้นมีคุณภาพทั่วทั้งองค์กร ซึ่งอาจจะเป็น
ผลกันว่าเมื่อมีการบริหารงานที่ดีมีคุณภาพ ย่อมจะส่งผลไปถึงความมีคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการด้วย
ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000 ดังนี้
1. เป็นการบริหารงานคุณภาพ เพื่อทำให้ลูกค้าพึงพอใจ โดยยึดหลักของคุณภาพที่มุ่งเน้นให้มี 
การจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) เป็นไปตาม
ความต้องการของลูกค้าตั้งแต่แรกที่ได้รับสินค้าหรือบริการตามข้อตกลง
2. เน้นการบริหารงานคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มขั้นตอนแรกจนขั้นตอนสุดท้ายในกระบวน
การผลิตของธุรกิจนั้น ๆ
3. เน้นการปฏิบัติที่เป็นระบบอย่างมีแบบแผน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น
4. สามารถตรวจสอบได้ง่าย โดยมีหลักฐานทางด้านเอกสารที่เก็บไว้ ซึ่งจะนำเอาสิ่งที่ปฏิบัติมา
จัดทำเป็นเอกสาร โดยจัดเป็นหมวดหมู่เพื่อให้นำไปใช้งานได้สะดวกและก่อให้เกิดประสิทธิภาพ
5. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่ทุกคนในองค์การมีส่วนร่วม
6. เป็นแนวทางการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์การ
7. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่นานาชาติยอมรับและใช้เป็นมาตรฐานของประเทศ
8. เป็นที่ยอมรับของลูกค้าชั้นนำ เช่น ประเทศในกลุ่มทวีปยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา และเป็น
เงื่อนไขของกลุ่มประเทศภายใต้การตกลงว่าด้วยสิทธิการปกป้องอัตราภาษีศุลกากรระหว่างประเทศ (General
Agreement on Tax and Tariff; GATT) ที่กำหนดให้ประเทศคู่แข่งขันทางการค้าใช้เป็นมาตรฐานสากลให้
การยอมรับซึ่งกันและกันสำหรับการทดสอบและการรับรอง
9. ระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นการรับรองในระบบคุณภาพขององค์การ ไม่ใช่เป็นการรับรอง
ตัวผลิตภัณฑ์เหมือนกับมาตรฐานสินค้าอื่น ๆ
10. ต้องมีหน่วยงานที่ 3 (third party) ที่ได้รับการรับรองจากองค์การมาตรฐานสากลระหว่าง
ประเทศ (ISO) มาทำการตรวจสอบเพื่อให้การรับรอง เมื่อผ่านการรับรองแล้วจะต้องได้รับการตรวจซ้ำอีก
อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ตลอดระยะเวลาของการรับรอง 3 ปี เมื่อครบกำหนด 3 ปี แล้วจะต้องมีการตรวจ
ประเมินใหม่ทั้งหมด
โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000
โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 มีดังนี้
1. มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของมาตรฐาน และเปลี่ยนแปลงแนวคิดเพื่อให้ตรงตามความ 
พึงพอใจของลูกค้า
2. ประเพณีที่เคยปฏิบัติมาที่เป็นข้อกำหนดทั้ง 20 ข้อของมาตรฐานในปี 1994 ถูกเปลี่ยนให้เป็น
แนวคิดในการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ (Process Approach)
3. โครงสร้างพื้นฐานของกระบวนการจะถูกทำให้สอดคล้องตรงกับแนวคิดเรื่องวงจรการพัฒนา
ระบบอย่างต่อเนื่อง Plan-Do-Check-Act (P-D-C-A) เปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้สอดคล้องรับกับมาตรฐาน
ISO 14000:1996 และ OHSAS 18000:1999
4. ใช้หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการเป็นเครื่องมือช่วยในการทำให้การบริหารงาน
ระบบคุณภาพประสบความสำเร็จ
          ISO 9000 : 2000 มุ่งส่งเสริมให้มีการนำการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ
สำหรับการจัดทำระบบบริหารคุณภาพ การนำระบบบริหารคุณภาพไปประยุกต์ใช้ และการปรับปรุง
ประสิทธิผลของระบบบริหารขององค์การ ทั้งนี้ก็เพื่อให้องค์การสามารถเสริมสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า
ของตนด้านการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า
          ในการที่องค์การใดจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องกำหนดและบริหาร
ควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบภายในองค์การนั้น อาจกล่าวได้ว่ากิจกรรม
ใด ๆ ก็ตามที่มีการใช้ทรัพยากร และมีการจัดการเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปัจจัยป้อนเข้า (Inputs) ให้
กลายเป็นผลผลิต (Outputs) กิจกรรมนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการ (Process) บ่อยครั้งที่ผลผลิตของ
กระบวนการหนึ่งจะกลายเป็นปัจจัยป้อนเข้าให้กับกระบวนการหนึ่งที่อยู่ถัดไป

          การประยุกต์ใช้ระบบจะประกอบขึ้นด้วยกระบวนการต่าง ๆ ที่อยู่ภายในองค์การ โดยมีการระบุ
ถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ (Interactions) รวมถึงการบริหารจัดการกระบวนการเหล่านั้นด้วย การ
ดำเนินการเช่นว่านี้อาจเรียกได้ว่าการบริหารโดยมองเป็นกระบวนการ (Process approach)

          คุณประโยชน์ประการหนึ่งของการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ คือ การ
เอื้ออำนวยให้องค์การสามารถดำเนินการควบคุมการเชื่อมโยงระหว่างแต่ละกระบวนการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
กระบวนการ และการผนวกร่วมกันของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบบริหารคุณภาพ จะทำให้มีการ
เน้นถึงความสำคัญของ
1. การทำความเข้าใจและการตอบสนองต่อข้อกำหนด
2. ความจำเป็นในการพิจารณาถึงกระบวนการ ในแง่ของการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value)
3. การให้ได้มาซึ่งผลการดำเนินการของกระบวนการและประสิทธิผลของกระบวนการ
4. การปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยข้อมูลจากการตรวจวัดอย่างเป็นระบบ
 
วิษณุ เต็งเมืองปัก (จุ๊บๆ) gxim007@hotmail.com [171.4.224.xxx] เมื่อ 16/12/2013 18:55
7
อ้างอิง

6.1 มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000

    6.1.1 ความหมายของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000

        

            กรมอาชีวศึกษา (2539 :13) กล่าวว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 หมายถึงมาตรฐานสากล
เกี่ยวกับระบบบริหารงานคุณภาพขั้นพื้นฐานที่ใช้เพื่อการบริหารหรือจัดการคุณภาพและการประกันคุณภาพ
โดยเน้นการสร้างคุณภาพภายในองค์กร ซึ่งจะเน้นองค์กรประเภทใดก็ได้ไม่จำกัดชนิดของสินค้าหรือบริการ
ไม่ระบุชนิดหรือขนาดของอุตสาหกรรมใดโดยเฉพาะ นำมาใช้โดยไม่มีขีดจำกัด
          สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) (2546 : 2/16) ได้นิยามความหมายระบบบริหารงาน
คุณภาพ (Quality Management System) หมายถึง ระบบที่มีการกำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์และการ
ดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดทิศทางและควบคุมองค์การในเรื่องคุณภาพ
          สรุป มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 คือมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นระบบบริหาร
ประกันคุณภาพขั้นพื้นฐานอันเกี่ยวกับการจัดการทางด้านคุณภาพและการประกันคุณภาพ โดยมีความมุ่งหมาย
ที่จะให้ระบบคุณภาพเท่าเทียมกันระหว่างองค์การต่าง ๆ และประเทศต่าง ๆ

ประวัติความเป็นมาของมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000

องค์กรสากลว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization : ISO) ซึ่ง
ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ก่อตั้งเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 (พ.ศ. 2490) ปัจจุบัน
มีสมาชิก 143 ประเทศ ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25 ประเทศร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน
มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสหประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การ
ชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล

จุดเริ่มแรกในการดำเนินระบบมาตรฐาน ISO 9000 คือ สถาบันมาตรฐานแห่งประเทศเยอรมนี
(DIN) ในปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521) มีแนวคิดพื้นฐานคือ การนำระบบมาตรฐานของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน
มารวมให้เป็นมาตรฐานประเภทเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นซึ่งตรงกับหลักการ
ของ ISO ดังนั้นทาง ISO จึงได้ตั้งคณะกรรมการทางด้านเทคนิค (Technic Committee : ISO/TC/176) ขึ้นมา
การจัดตั้งองค์กร ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือเกิดระบบมาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ISO เดิมใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในภาษากรีกแปลว่า ความสับสน (ไม่เป็นมงคล)
จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีกคือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ขององค์การ
ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมกัน (ทัดเทียมกัน) โดยมีภารกิจหลัก คือ

1. ให้การสนับสนุนพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อสนองต่อการค้าขายแลกเปลี่ยน
สินค้า และบริการของนานาชาติทั่วโลก
2. พัฒนาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของมวลมนุษย์
ชาติ

ผลงานที่เป็นรูปธรรมของ ISO คือ การกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล (Inter-
national Standard) ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้าน
เทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า
Technical Committee, ISO/TC Quality Assurance และ

คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารงานคุณภาพเป็นสากล ต้นแบบ
ของ ISOO 9000 นั้นมาจากมาตรฐานแห่งชาติของอังกฤษ คือ BS 5750 มาเป็นแนวทาง คือระบบบริหารงาน
คุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อ
กำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบคุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม
พาณิชยกรรม ธุรกิจการบริหารทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่

ISO ประกอบด้วยสมาชิก 3 ประเภท คือ

1. Member Body เป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ ซึ่งหมายถึง เป็นตัวแทนทางด้านการมาตรฐาน
ของประเทศนั้น ๆ มีสิทธิออกเสียงในเรื่องของวิชาการ มีสิทธิเข้ารับการเลือกตั้งเป็นคณะมนตรี ISO และ
สามารถเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่
2. Correspondent Member เป็นหน่วยงานของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังไม่มีสถาบันมาตรฐาน
เป็นของตัวเอง สมาชิกประเภทนี้จะไม่เข้าร่วมในเรื่องของวิชาการ แต่มีสิทธิจะได้รับข่าวสารความเคลื่อนไหว
ของ ISO และเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ในฐานะผู้สังเกตการณ์
3. Subscribe Membership สมาชิกประเภทนี้ เปิดสำหรับกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจค่อนข้างเล็ก
ให้สามารถติดต่อกับ ISO ได้

          สำหรับประเทศไทยได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบในเรื่องมาตรฐานของประเทศ เรียกว่า
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) (Thai Industrial Standard Institute: TISI) สังกัดกระทรวง
อุตสาหกรรม เมื่อปี พ.ศ. 2511 หมายเลขโทรศัพท์ 02-248-1550 โทรสาร 02-246-4085, 246-4307 (สำหรับ
มาตรฐานที่ใช้ควบคุมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเรียกว่า มาตรฐานอุตสาหกรรม : มอก.) และ สมอ. ได้ประกาศ
ใช้อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 ในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2534 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 108
ตอนที่ 99 วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2534 โดยใช้ชื่อว่า อนุกรมมาตรฐานระบบคุณภาพ มอก. - ISO 9000 ในปี
พ.ศ. 2542

ภาพที่ 39 แสดงเครื่องหมายที่ใช้รับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดย สมอ.

เครื่องหมายมาตรฐาน ทั่วไป

เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ
เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความปลอดภัย

เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม


เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า

ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกส่วนมากให้การยอมรับมาตรฐาน ISO 9000 อย่างชัดเจน
แต่อย่างไรก็ตามได้มีการเรียกชื่อระบบคุณภาพที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ดังนี้

 ชื่อเรียก และอักษรย่อสำหรับมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 ของประเทศต่าง ๆ

ชื่อประเทศ
ชื่อเรียกย่อ
1. มาตรฐานไอเอสโอ
2. ออสเตรเลีย
3. ออสเตรีย
4. เบลเยี่ยม
5. แคนาดา
6. เดนมาร์ก
7. ตลาดร่วมด้านเศรษฐกิจของยุโรป
8. ฟินแลนด์
9. ฝรั่งเศส
10. เยอรมัน
11. อินเดีย
12. ไอร์แลนด์
13. เนเธอร์แลนด์
14. นอร์เวย์
15. แอฟริกาใต้
16. สเปน
17. สวีเดน
18. สวิตเซอร์แลนด์
19. เครือจักรภพ
20. สหรัฐอเมริกา
21. ยูโกสลาเวีย
22. ญี่ปุ่น
23. สิงคโปร์
24. ไทย
25. จีน
1. ISO 9000
2. AS 3900
3. Norm ISO 9000
4. NBN X 50-002-1
5. DS/ISO 9000
6. DS/EN 29000
7. EN 29000
8. SFS-ISO 9000
9. NF S 50-121
10. DIN ISO 9000
11. IS 300
12. ISO 9000
13. NEN-ISO 9000
14. NS 5801
15. SABS 0157
16. UNE 66 900
17. SS 9000
18. SN-ISO>900
19. BS 5750
20. ANSI/ASQC Q90
21. JUS A.K.1.010
22. JISZ 9900 - 1991
23. SS 308.1998
24. TISI ISO 9000
25. GB/T 10300.1-88

สรุปประวัติความเป็นมาของ ISO

1. ISO ย่อมาจากคำว่า International Organization for Standardization (องค์การระหว่าง
ประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน) ซึ่งเป็นองค์การสากลที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดหรือปรับมาตรฐาน
นานาชาติเกือบทุกประเภท (ยกเว้นด้านไฟฟ้า ซึ่งเป็นหน้าที่ของ IEC) เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ในโลก
สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันได้

2. ISO เมื่อก่อนใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในทางภาษากรีกแปลออกมาแล้วไม่เป็น
มงคล จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีก คือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ของ
องค์กร ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมเทียมกัน

3. องค์การนี้เป็นองค์การนานาชาติที่ดำเนินกิจกรรม เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ชาติ ได้
ก่อตั้งเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 หรือ พ.ศ. 2490 ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25
ประเทศ ร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสห-
ประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล

4. การจัดตั้งองค์การ ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนด
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือเกิดระบบ
มาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

5. ปัจจุบันองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน หรือ ISO มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบด้วยสมาชิกจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกปัจจุบัน 143 ประเทศ โดยมีภารกิจ
หลักคือ

5.1 ให้การสนับสนุนและพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนองต่อการค้าขาย
แลกเปลี่ยนสินค้า และการบริการของนานาชาติทั่วโลก
5.2 พัฒนาความร่วมมือในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของ
มวลมนุษยชาติ

6. ผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมของ ISO คือการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล
(International Standard) และได้มีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 ขึ้น
เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้านเทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง
เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า Technical Committee,
ISO/TC 176 on Quality Assurance

7. คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารคุณภาพเป็นสากลโดยการ
นำเอามาตรฐาน BS 5750 ของอังกฤษมาเป็นแนวทาง คือ ระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐาน
ของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อกำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบ
คุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ธุรกิจการ การ
บริหาร ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่

      6.1.2 ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000

           มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 หรือเรียกอย่างย่อว่าระบบคุณภาพ ISO 9000 ตาม
ความหมายที่กล่าวมาแล้วว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้เพื่อการบริหารหรือ
จัดการคุณภาพภายในองค์การ ซึ่งไม่จำกัดว่าเป็นองค์การธุรกิจ กิจการอุตสาหกรรมก็สามารถที่จะนำเอาระบบ
คุณภาพนี้ไปใช้ได้ ทั้งนี้ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะไม่รับประกันว่าผลิตภัณฑ์จะดีที่สุดหรือมีมาตรฐานที่สุด
แต่ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะประกันว่าการบริหารงานขององค์การนั้นมีคุณภาพทั่วทั้งองค์กร ซึ่งอาจจะเป็น
ผลกันว่าเมื่อมีการบริหารงานที่ดีมีคุณภาพ ย่อมจะส่งผลไปถึงความมีคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการด้วย
ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000 ดังนี้

1. เป็นการบริหารงานคุณภาพ เพื่อทำให้ลูกค้าพึงพอใจ โดยยึดหลักของคุณภาพที่มุ่งเน้นให้มี
การจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) เป็นไปตาม
ความต้องการของลูกค้าตั้งแต่แรกที่ได้รับสินค้าหรือบริการตามข้อตกลง
2. เน้นการบริหารงานคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มขั้นตอนแรกจนขั้นตอนสุดท้ายในกระบวน
การผลิตของธุรกิจนั้น ๆ
3. เน้นการปฏิบัติที่เป็นระบบอย่างมีแบบแผน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น
4. สามารถตรวจสอบได้ง่าย โดยมีหลักฐานทางด้านเอกสารที่เก็บไว้ ซึ่งจะนำเอาสิ่งที่ปฏิบัติมา
จัดทำเป็นเอกสาร โดยจัดเป็นหมวดหมู่เพื่อให้นำไปใช้งานได้สะดวกและก่อให้เกิดประสิทธิภาพ
5. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่ทุกคนในองค์การมีส่วนร่วม
6. เป็นแนวทางการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์การ
7. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่นานาชาติยอมรับและใช้เป็นมาตรฐานของประเทศ
8. เป็นที่ยอมรับของลูกค้าชั้นนำ เช่น ประเทศในกลุ่มทวีปยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา และเป็น
เงื่อนไขของกลุ่มประเทศภายใต้การตกลงว่าด้วยสิทธิการปกป้องอัตราภาษีศุลกากรระหว่างประเทศ (General
Agreement on Tax and Tariff; GATT) ที่กำหนดให้ประเทศคู่แข่งขันทางการค้าใช้เป็นมาตรฐานสากลให้
การยอมรับซึ่งกันและกันสำหรับการทดสอบและการรับรอง
9. ระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นการรับรองในระบบคุณภาพขององค์การ ไม่ใช่เป็นการรับรอง
ตัวผลิตภัณฑ์เหมือนกับมาตรฐานสินค้าอื่น ๆ
10. ต้องมีหน่วยงานที่ 3 (third party) ที่ได้รับการรับรองจากองค์การมาตรฐานสากลระหว่าง
ประเทศ (ISO) มาทำการตรวจสอบเพื่อให้การรับรอง เมื่อผ่านการรับรองแล้วจะต้องได้รับการตรวจซ้ำอีก
อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ตลอดระยะเวลาของการรับรอง 3 ปี เมื่อครบกำหนด 3 ปี แล้วจะต้องมีการตรวจ
ประเมินใหม่ทั้งหมด

โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000
โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 มีดังนี้

1. มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของมาตรฐาน และเปลี่ยนแปลงแนวคิดเพื่อให้ตรงตามความ
พึงพอใจของลูกค้า
2. ประเพณีที่เคยปฏิบัติมาที่เป็นข้อกำหนดทั้ง 20 ข้อของมาตรฐานในปี 1994 ถูกเปลี่ยนให้เป็น
แนวคิดในการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ (Process Approach)
3. โครงสร้างพื้นฐานของกระบวนการจะถูกทำให้สอดคล้องตรงกับแนวคิดเรื่องวงจรการพัฒนา
ระบบอย่างต่อเนื่อง Plan-Do-Check-Act (P-D-C-A) เปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้สอดคล้องรับกับมาตรฐาน
ISO 14000:1996 และ OHSAS 18000:1999
4. ใช้หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการเป็นเครื่องมือช่วยในการทำให้การบริหารงาน
ระบบคุณภาพประสบความสำเร็จ

          ISO 9000 : 2000 มุ่งส่งเสริมให้มีการนำการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ
สำหรับการจัดทำระบบบริหารคุณภาพ การนำระบบบริหารคุณภาพไปประยุกต์ใช้ และการปรับปรุง
ประสิทธิผลของระบบบริหารขององค์การ ทั้งนี้ก็เพื่อให้องค์การสามารถเสริมสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า
ของตนด้านการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า

          ในการที่องค์การใดจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องกำหนดและบริหาร
ควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบภายในองค์การนั้น อาจกล่าวได้ว่ากิจกรรม
ใด ๆ ก็ตามที่มีการใช้ทรัพยากร และมีการจัดการเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปัจจัยป้อนเข้า (Inputs) ให้
กลายเป็นผลผลิต (Outputs) กิจกรรมนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการ (Process) บ่อยครั้งที่ผลผลิตของ
กระบวนการหนึ่งจะกลายเป็นปัจจัยป้อนเข้าให้กับกระบวนการหนึ่งที่อยู่ถัดไป

          การประยุกต์ใช้ระบบจะประกอบขึ้นด้วยกระบวนการต่าง ๆ ที่อยู่ภายในองค์การ โดยมีการระบุ
ถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ (Interactions) รวมถึงการบริหารจัดการกระบวนการเหล่านั้นด้วย การ
ดำเนินการเช่นว่านี้อาจเรียกได้ว่าการบริหารโดยมองเป็นกระบวนการ (Process approach)

          คุณประโยชน์ประการหนึ่งของการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ คือ การ
เอื้ออำนวยให้องค์การสามารถดำเนินการควบคุมการเชื่อมโยงระหว่างแต่ละกระบวนการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
กระบวนการ และการผนวกร่วมกันของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบบริหารคุณภาพ จะทำให้มีการ
เน้นถึงความสำคัญของ

1. การทำความเข้าใจและการตอบสนองต่อข้อกำหนด
2. ความจำเป็นในการพิจารณาถึงกระบวนการ ในแง่ของการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value)
3. การให้ได้มาซึ่งผลการดำเนินการของกระบวนการและประสิทธิผลของกระบวนการ
4. การปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยข้อมูลจากการตรวจวัดอย่างเป็นระบบ

          หลักการทางระบบ ISO 9000 : 2000 คือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และมองเป็นกระบวนการ
ซึ่งสามารถอธิบายเป็นแผนภูมิได้ ดังนี้

ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนา, 2546 : 1-7

          จากภาพ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าลูกค้าขององค์การ มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการกำหนดหรือ
ระบุชี้ความต้องการของลูกค้าให้เป็นปัจจัยป้อนเข้าของระบบการจัดการในองค์การ การเฝ้าติดตาม (Monitor-
ing) ถึงความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction) ภายหลังจากองค์การได้ส่งมอบผลผลิตขององค์การ
ไปแล้ว การเฝ้าติดตามวัดความพึงพอใจของลูกค้านั้น เพื่อให้ทราบว่าบรรดาข้อกำหนดของลูกค้าได้รับการ
ตอบสนองโดยครบถ้วนแล้วหรือไม่
          หลักการที่ระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000:2000 นำมาใช้คือหลักการพัฒนาออย่างต่อเนื่อง คือ
          Plan : ทำการกำหนด หรือระบุชี้ วัตถุประสงค์และกระบวนการที่จำเป็นต่อการส่งมอบ
ผลิตภัณฑ์บริการที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของลูกค้า และนโยบายขององค์กรเอง
          Do : นำกระบวนการที่กำหนดชัดเจนแล้วไปปฏิบัติให้เกิดผล
          Check : ติดตามตารางและจัดกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ โดยเปรียบเทียบกับนโยบายวัตถุประสงค์
ของผลิตภัณฑ์
          Action : ปฏิบัติการต่าง ๆ แล้วปรับปรุงผลการดำเนินงานของกระบวนการให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000

มาตรฐาน
หัวข้อ
ISO 9000 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : หลักการพื้นฐานและคำศัพท์
ISO 9001 : 2000 ระบบบริหารคุณภาพ : ข้อกำหนด
ISO 9004 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : แนวทางสำหรับปรับปรุงสมรรถนะ

          อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000:2000 มี 2 ฉบับ คือ ISO 9001 และ ISO 9004 ซึ่งทั้ง 2 ฉบับเป็น
มาตรฐานซึ่งสอดรับกัน (Consistent Pair) หรือจะแยกกันก็ได้ และถึงแม้ว่ามาตรฐานทั้งสองจะมีขอบข่าย
ที่แตกต่างกัน แต่มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับ มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันอาจเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่าง
มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับได้ดังนี้
          มาตรฐาน ISO 9001 ได้วางข้อกำหนดสำหรับองค์การ เพื่อการจัดทำระบบบริหารคุณภาพสำหรับ
ประยุกต์ใช้ภายในองค์การของงาน และการออกใบรับรอง หรือเพื่อวัตถุประสงค์ภายใต้ข้อตกลงหรือสัญญา
ระหว่างองค์กรกับลูกค้า มาตรฐานฉบับนี้มุ่งเน้นที่ความมีประสิทธิผลของระบบบริหารคุณภาพขององค์กร
ในการบรรลุถึงข้อกำหนดของลูกค้า
         มาตรฐาน ISO 9004 ให้แนวทางของระบบบริหารคุณภาพที่มีขอบเขตกว้างขวางกว่าที่กำหนด
ไว้ใน ISO 9001 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงผลการดำเนินงานโดยรวมขององค์การอย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมถึงด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย มีความประสงค์จะพัฒนาองค์กรของงานให้ก้าวไปเกินกว่าระดับที่กำหนดใช้ในมาตรฐาน ISO 9001 โดยเฉพาะในด้านการปรับปรุงผลประกอบการขององค์กรอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามมาตรฐาน ISO 9004 ไม่มีวัตถุประสงค์ให้ใช้หรือการขอการรับรอง(Certification) หรือเพื่อประกอบในการทำสัญญากับลูกค้า
          ISO 9000:2000 ไม่มีข้อกำหนดที่จำเพาะเจาะจงในหัวข้อการบริหารจัดการในระบบอื่น ๆ เช่น
ระบบบริหารสิ่งแวดล้อม (Environmental Management) ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยและอาชีว-
อนามัย (Occupational Health and Safety Management) หรือระบบการบริหารการเงิน (Financial Manage-
ment) หรือแม้กระทั่งการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) อย่างไรก็ตามมาตรฐานฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้องค์การผู้นำมาตรฐานนี้ไปใช้ สามารถเลือกที่จะปรับ (Align) หรือผนวกรวม (Integrate) ระบบบริหาร
คุณภาพให้สอดรับกับระบบการบริหารอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วในองค์กร แต่ในบางกรณีองค์กรอาจปรับเปลี่ยน
ระบบการบริหารงานของตนเพื่อเอื้ออำนวยให้สามารถจัดทำระบบบริหารงานคุณภาพที่สอดรับกับข้อกำหนด
ในมาตรฐานฉบับนี้ก็ได้

     หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการ
          หลักการที่ 1 : องค์กรที่ให้ความสำคัญแก่ลูกค้า (Customer Focused Organization)
          'องค์กรต้องพึ่งพิงลูกค้าเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าทั้ง
ในส่วนปัจจุบันและอนาคต และทำให้บรรลุความต้องการเหล่านั้น รวมถึงการพยายามที่จะทำให้ได้เกินความ
คาดหวังของลูกค้า'
          'Organizations depend their customers and therefore should understand current and future
customer needs, should meet customer requirements and strive to exceed customer expectations.'

     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. เข้าใจความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้า
2. กำหนดเป้าหมายและองค์กรให้สัมพันธ์กับความต้องการและคาดหวังของลูกค้า
3. สื่อความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้าให้เป็นที่เข้าใจทั่วถึงทั้งองค์กรวัดความพึงพอใจ
ของลูกค้า
4. สร้างสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเป็นระบบ
5. คำนึงถึงความสมดุลในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ

     ประโยชน์ที่ได้

1. มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วในการตอบสนองตลาด ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดและรายได้
เพิ่มขึ้น
2. เพิ่มความภักดีของลูกค้า และการแนะนำต่อ
3. ทำให้การใช้ทรัพยากรเพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

      หลักการที่ 2 : ความเป็นผู้นำ (Leadership)

          'ผู้นำเป็นผู้กำหนดความเป็นเอกภาพของวัตถุประสงค์และทิศทางขององค์กร ผู้นำต้องเป็นผู้
สร้างและธำรงไว้ซึ่งปัจจัยเกื้อหนุนภายในที่สนับสนุนให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและส่งเสริมการบรรลุ
วัตถุประสงค์ขององค์กรได้'

          'Leaders establish unity of purpose and direction of the organization. They should create and
maintain the internal environment in which people can become fully involved in achieving the organization's
objectives

      การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. พิจารณาความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
2. กำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนขององค์กร
3. กำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย
4. สร้างและรักษาคุณค่า ความเสมอภาค และจรรยาบรรณร่วมกัน ให้มีในทุกระดับขององค์กร
5. สร้างความไว้วางใจและขจัดความหวาดกลัว
6. จัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น
7. ให้การฝึกอบรม
8. ให้อิสระในการปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบ
9. สร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุน และให้การยอมรับต่อการมีส่วนร่วมของบุคลากร

     ประโยชน์ที่ได้

1. ทำให้บุคลากรเข้าใจและเกิดแรงจูงใจเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขององค์กร
2. มีการประเมินผลของกิจกรรมต่าง ๆ ปรับ และนำไปปฏิบัติ เพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกัน
3. ลดความผิดพลาดในการสื่อความ ระหว่างบุคลากรในระดับต่าง ๆ

     หลักการที่ 3 : การมีส่วนร่วมของบุคลากร (Involvement of people)

          'พนักงานทุกระดับถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรและการให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และเต็ม
ความสามารถของพนักงานทุกคน ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่องค์กร'
          'People at all levels are the essence of an organization and their full involvement enables their
abilities to be used for the organization's benefit.'

     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. ทำให้บุคลากรเข้าใจในความสำคัญของการมีส่วนร่วมและบทบาทของตนในองค์กร
2. ให้รู้ข้อจำกัดในการทำงาน
3. ทำให้ยอมรับเป็นเจ้าของปัญหา และความรับผิดชอบในการแก้ไข
4. ประเมินผลงานเทียบกับเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้
5. เพิ่มพูนความรู้ความสามารถอย่างสม่ำเสมอ
6. แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์
7. พิจารณาข้อปัญหา และประเด็นต่าง ๆ อย่างเปิดเผย

ประโยชน์ที่ได้

1. ทำให้บุคลากรเกิดแรงจูงใจ มุ่งมั่น และมีส่วนร่วม
2. สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้เหนือกว่าเป้าหมายที่องค์กรกำหนด
3. บุคลากรมีความรับผิดชอบต่อผลงานของตัวเอง
4. กระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมและช่วยทำให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

      หลักการที่ 4 : การบริหารเชิงกระบวนการ (Process approach)

          'ผลลัพธ์ที่ต้องการสามารถบรรลุได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อทรัพยากรและกิจกรรมที่
เกี่ยวข้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นกระบวนการ'
'A desired result is achieved more efficiently when activities and related resources are managed
as a process.'

     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. กำหนดกิจกรรมที่จำเป็นเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการ
2. กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินการกิจกรรมหลักให้ชัดเจน
3. วิเคราะห์และวัดขีดความสามารถของกิจกรรมหลัก
4. แสดงความสัมพันธ์ของกิจกรรมหลัก ทั้งภายในหน่วยงาน และระหว่างหน่วยงานในองค์กร
5. เน้นปัจจัยที่จะก่อให้เกิดการปรับปรุงกิจกรรมหลักขององค์กร เช่น ทรัพยากร วิธีการ
6. ประเมินความเสี่ยง และผลกระทบ ที่มีต่อลูกค้า ผู้ขาย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ

     ประโยชน์ที่ได

1. ลดค่าใช้จ่าย และลดระยะเวลาในการทำงาน จากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
2. ทำให้ผลงานมีความสม่ำเสมอ มีการปรับปรุง และสามารถคาดการณ์ได้
3. สามารถเน้นและจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะปรับปรุง

     หลักการที่ 5 : การบริหารเป็นระบบ (System approach to management)
          
           'การบ่งชี้ การทำความเข้าใจ และการบริหารจัดการในเชิงระบบที่ประกอบด้วยกระบวน
การต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ต่อกันเพื่อวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิ
ผลขององค์กร'
          'Identifying, understanding and managing interrelated processes as system contributes to the
organization's effectiveness and efficiency in achieving its objectives.'

   การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. จัดระบบเพื่อให้บรรล

 
ธนวัฒน์ วรตะขบ [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 09:11
8
อ้างอิง

การเพิ่มผลผลิตโดยหลักการ  3T   4  Zero   5R  และ 6  Steps

การเพิ่มผลผลิตโดยหลักการ  3T   คือ  การค้นหาเวลาที่สูญเปล่าในกระบวนการผลิตและกำจัดเวลาที่เสียโดยไม่ได้ผลผลิต ให้ออกไปจากการผลิต   ในการนี้ต้องเข้าใจว่า   T             ย่อมาจาก  Time   ซึ่งมี   3  อย่างคือ 
T1     เวลาที่ใช้ในการผลิตจริง
T2     เวลาที่ใช้ในการทำงานแต่ไม่ได้ผลผลิต
T3     เวลาที่ไร้ประสิทธิภาพ

T1     เวลาที่ใช้ในการผลิตจริง   คือ  เวลาที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการจริง ๆ  ที่ไม่เสียเวลาอะไรเลย   ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ๆ  ก็ตาม
T2     เวลาที่ใช้ในการทำงานแต่ไม่ได้ผลผลิต   คือ   เวลาที่ใช้ในกระบวนการทำงานหรือกระบวนการผลิต    แต่ไม่ได้ผลผลิตเพิ่มหรือไม่เกิดผลผลิตแต่อย่างไร   ถือเป็นส่วนงานที่เกิน   ซึ่งส่วนงานเกินเกิดขึ้นตามธรรมชาติของกระบวนการทำงาน หรือกระบวนการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพและเป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นทั่ว ๆ  ไป   ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจาก
1.  การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน    มีขั้นตอนการผลิตหลายขั้นตอน    ซึ่งในแต่ละขั้นตอนต้องเสียเวลามาก   หรือผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาไม่เหมาะสมกับระบบการผลิต    ทำให้ต้องเสียเวลาในการปรับปรุงแก้ไขผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามที่ออกแบบไว้
2.  วิธีการทำงาน   คือ  การทำงานที่ไม่สอดคล้องกับการผลิต   หรือวิธีการทำงานที่ไม่ถูกต้องสอดคล้องกับร่างกายของคน  เช่น   วิธีการทำที่ต้องให้คนงานเอี้ยวตัวไปข้างหลังเพื่อหยิบชิ้นส่วนมาประกอบ    เมื่อทำทุก ๆ วัน   ก็ย่อมที่จะต้องปวดเมื่อยเป็นธรรมดา    และทำให้เสียเวลาในการเอี้ยวตัวไปข้างหลังเพื่อหยับชิ้นส่วนเป็นต้น

T3     เวลาที่ไร้ประสิทธิภาพ    คือ  เวลาที่คนงานไม่ทำอะไรและไม่เกิดผลผลิตใด ๆ  เลย  มีการรบกวนในขณะที่ทำงาน   ทำให้ต้องหยุดการทำงาน    ทำให้เกิดเวลาที่เสียไปโดยไม่ได้ผลผลิต  เป็นเวลาไร้ประสิทธิภาพ    ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจาก
1.  ความบกพร่องของฝ่ายจัดการ    เช่น   แผนกพัสดุอาจจะสั่งวัตถุดิบล่าช้าไม่ทันต่อการผลิต   เป็นต้น
2.  ความบกพร่องของฝ่ายแรงงาน   เช่น   พิจารณาได้จากการหยุด    หลบ   เลี่ยง  รอ  หลีก  ของคนงาน
ในการผลิตใด ๆ   ก็ตามจะมีองค์ประกอบของเวลา  3T   ทั้งสิ้น   ดังนั้นหลักการใช้ 3T    ในการเพิ่มผลผลิตคือ    การค้นหา  T2   และ   T3   เพื่อที่จะได้กำจัดทิ้งไป   และให้เหลือแต่  T1   เพียงอย่างเดียว    เพราะเมื่อหา  T2   ได้ก็สามารถลดเวลาส่วนเกินได้ไม่ยาก    แล้วจะพบว่าการทำงานที่ไม่ได้งานในแต่ละวันเป็นสัดส่วนที่สูงพอสมควร     ซึ่งถ้าหากมีวิธีจะกำจัดให้หมดไปจะเป็นการดีต่อองค์การ   ในการเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น    ส่วน  T3     สามารถพิจารณาได้จากการหยุด  หลบ เลี่ยง รอ  หลีก   ถ้าค้นพบเวลาไร้ประสิทธิภาพและขจัดออกไปก็จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการ ผลิตให้ดียิ่งขึ้น     

 
วีรภัทร คูณกระโทก [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 09:42
9
อ้างอิง

ทวีศักดิ์ บึนกระโทก 1
วงจรเดมมิ่ง  PDCA

       PDCA  เป็นเครื่องมือในการใช้ในการบริหารองค์การให้มีคุณภาพ  ซึ่งไม่ว่าองค์การทฤษฎีบริหารชนิดใดก็ตาม  แต่จะเอาระบบ  PDCA  เข้าไปควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน  ซึ่งรายละเอียดของ PDCA  มีดังนี้

  1. วงจรเดมมิ่ง  ประกอบด้วย  ขั้นตอน 4  ประการดังนี้

       1.1  P= Plan   คือ  ขั้นตอนการวางแผน  เพื่อเลือกปัญหา  ตั้งเป้าหมาย  การแก้ปัญหา และวางแผนแก้ปัญหา

       1.2  D= DO    คือ  ขั้นตอนการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่วางไว้

       1.3  C= Check  คือ  ขั้นตอนการตรวจสอบและเปรียบเทียบผล

       1.4  A= Action  คือ  การกำหนดเป็นมาตรฐานและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น

  2.  วิธีการทำงานตามวงจรเดมมิ่ง

                P =  กำหนดแผน

                D = ทำตามผนที่กำหนด

                C = ตรวจสอบผลกับแผน

                A = หากไม่บรรลุแผนให้หาสาเหตุและวางแผนแก้ไขใหม่

                        หากบรรลุแผนให้รักษามาตรฐานไว้

                P = วางแผนใหม่ตั้งเป้าหมายใหม่

                D = ทำตามแผนที่กำหนด

                C = ตรวจสอบผลกับแผน

                A = หากไม่บรรลุแผนให้วางแผนแก้ไขใหม่

  3.  ขั้นตอนในการทำกิจกรรม  PDCA

       3.1  ตรวจดูปัญหารอบๆ ตัว

       3.2  เลือกหัวข้อเรื่อง

       3.3  สำรวจสภาพปัจจุบัน

       3.4  กำหนดเป้าหมาย

       3.5  วิเคราะห์และดำเนินการแก้ไข

       3.6  กำหนดเป็นมาตรฐาน   ซึ่งมีลักษณะ  ดังนี้

             - มาจากวิธีการแก้ไขที่ได้ผลแล้ว

             - มีความชัดเจน

             - สามารถปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง

       3.7  สรุปและคัดเลือกกิจกรรมครั้งต่อไป

 
ทวีศักดิ์ บึนกระโทก 1 [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 09:54
10
อ้างอิง

ประทีป อิอิ

ความหมายกิจกรรม 5 ส

กิจกรรม 5ส เป็นกระบวนการหนึ่งที่เป็นระบบมีแนวปฏิบัติ ที่เหมาะสมสามารถนำมาใช้เพื่อปรับปรุงแก้ไขงาน และรักษาสิ่งแวดล้อมในสถานที่ทำงานให้ดีขึ้น ทั้งในส่วนงานด้านการผลิต และด้านการบริการ ซึ่งนำมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร ได้อีกทางหนึ่ง

5 ส มาจากคำย่อ '5 S' ซึ่งเป็นอักษรตัวแรกในภาษาญี่ปุ่น 5 คำ ได้แก่
      1. Seiri (เซริ) = สะสาง (ทำให้เป็นระเบียบ) คือ การแยกระหว่างของที่จำเป็นต้องใช ้กับของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ขจัดของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทิ้งไป
      2. Seiton (เซตง) = สะดวก (วางของในที่ที่ควรอยู่) คือ การจัดวางของที่จำเป็นต้องใช้ให้เป็นระเบียบสามารถหยิบใช้งานได้ทันที 
      3. Seiso (เซโซ) = สะอาด (ทำความสะอาด) คือการปัดกวาดเช็ดถูสถานที่ สิ่งของ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร ให้สะอาดอยู่เสมอ 
      4. Seiketsu (เซเคทซึ) = สุขลักษณะ (รักษาความสะอาด) คือ การรักษาและปฏิบัติ 3 ส ได้แก่ สะสาง สะดวก และสะอาดให้ดีตลอดไป 
      5. Shitsuke (ซึทซึเคะ) = สร้างนิสัย (ฝึกให้เป็นนิสัย) คือ การรักษาและปฏิบัติ 4 ส หรือสิ่งที่กำหนดไว้แล้วอย่างถูกต้องจนติดเป็นนิสัย

 
ประทีป อิอิ [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 10:02
11
อ้างอิง
 
    ความหมายของการเพิ่มผลผลิต (Productivity)  
    การเพิ่มผลผลิต หมายถึง กระบวนการในการปฏิบัติงานเพื่อให้ได้สินค้า บริการ หรืองาน
  ที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ด้วยวิธีการในการลดต้นทุน ลดการสูญเสีย
  ทุกรูปแบบ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การพัฒนาศักยภาพของ
  ผู้ปฏิบัิติงานในองค์กร และการใช้เทคนิคการทำงานต่าง ๆ เข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
   
    ความจำเป็นในการเพิ่มผลผลิต  
    ในสภาพสังคม และเศรษฐกิจของไทยปัจจุบันเป็นสภาพที่อยู่ในภาวะวิกฤติทั้งในด้านทรัพยากร
  ที่ลดลงอย่างมากจนขาดความสมดุล จากนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาที่มุ่งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น
  ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยเป็นอย่างมาก ทั้งปัญหาด้าน
  สิ่งแวดล้อมที่เกิดจากผู้ผลิตที่ขาดจรรยาบรรณ ผลผลิตด้อยคุณภาพไม่เป็นที่พอใจของผู้บริโภค ซึ่งถ้้า
  ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายอันใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจของประเทศ และ
  มูลเหตุสำคัญที่มีความจำเป็นจะต้องนำการเพิ่มผลผลิตมาแก้ปัญหา และสร้างคุณภาพของผลผลิต มีดังนี้
  1. ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด การเพิ่มผลผลิตจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิด
  ประโยชน์สูงสุด
  2. การเพิ่มผลผลิตเป็นเครื่องมือช่วยวางแผนทั้งในปัจจุบัน และอนาคต เช่น การกำหนดสัดส่วนของการผลิตที่เหมาะสมกับความต้องการ
  ของลูกค้า เพื่อไม่ให้มีส่วนเกินซึ่งถือเป็นความสูญเปล่าของทรัพยากร
  3. การแข่งขันสูงขึ้น หน่วยงาน บริษัท หรือองค์กรต่าง ๆ จะอยู่รอด และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งทั้งในประเทศและ่ต่างประเทศได้
  จะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และการเพิ่มผลผลิตก็เป็นแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพ และทำให้เกิดการลดต้นทุนสามารถ
  สู้กับคู่แข่งได้
  จะเห็นได้ว่า การเพิ่มผลผลิตเป็นจิตสำนึก หรือเจตคติที่จะแสวงหาทางปรับปรุง และสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ด้วยความ
  เชื่อมั่นว่าเราสามารถทำวันนี้ให้ดี กว่าเมื่อวานนี้ และสามารถทำพรุ่งนี้ให้ดีกว่าวันนี้ การเพิ่มผลผลิตจึงเป็นความเพียรพยายามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
 

ที่จะปรับปรุงงาน หรือกิจกรรมที่ทำให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วยการใช้เทคนิควิธีการใหม่ ๆ

 
  ปัจจัยการเพิ่มผลผลิต
 
  ปัจจัยการเพิ่มผลผลิตระดับชาติ
  ปัจจัยการเพิ่มผลผลิตในระดับชาติ มีดังนี้
  1. นโยบายของรัฐบาล นโยบายของรัฐเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อการเพิ่มผลผลิตและครอบคลุมถึงเป้าหมายของรัฐบาลในการเร่งรัด
 

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และความมั่นคง ความเป็นธรรมในการจ้างงาน การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนในชาติโดยจะต้องมีนโยบาย

 

ที่ส่งเสริมและดำเินินการอย่างต่อเนื่องในเรื่องต่อไปนี้

  1.1 การวางแผนด้านสาธารณูปโภค
  1.2 ฐานภาษี
  1.3 ความคงที่ในเรื่องราคา
  1.4 การส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดย่อม
  1.5 การทดแทนการนำเข้า
  1.6 การแข่งขันในเชิงธุรกิจ
  1.7 ความเป็นธรรมในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
  1.8 การวางแผนความต้องการภายในประเทศ
  1.9 นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม
 
suwat l3abaice_mono@hotmail.com [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 10:04
12
อ้างอิง

ศราวุฒิ เเอบสระน้อย
5 ส คืออะไร?
 


5 ส คือการจัดระเบียบและปรับปรุงที่ทำงานสถานประกอบกิจการ และงานของตนด้วยตนเอง เพื่อก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ปลอดภัย มีระเบียบเรียบร้อย มีคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยใช้วิธี สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ และสร้างนิสัย

5 ส มาจากคำย่อ “5 S” ซึ่งเป็นอักษรตัวแรกในภาษาญี่ปุ่น 5 คำ คือ

1. Seiri (เซริ) = สะสาง (ทำให้เป็นระเบียบ) คือการแยกให้ชัดระหว่างของที่จำเป็นต้องใช้กับของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ต้องขจัดทิ้งไป กล่าวกันว่า การเพิ่มประสิทธิภาพนั้น ต้องเริ่มจาก สะสาง

2. Seition (เซตง) = สะดวก (วางของในที่ที่ควรอยู่) คือ การจัดวางของที่จำเป็นต้องใช้ให้เป็นระเบียบสามารถหยิบฉวยใช้งานได้ทันที กล่าวกันว่า ให้ใช้หลัก “สะดวก” นี้ เพื่อกำจัดความสูญเปล่าของเวลาในการ “ค้นหา” สิ่งของ

3. Seiso (เซโซ) = สะอาด (ทำความสะอาด) คือ การปัดกวาดเช็ดถูสถานที่ สิ่งของ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่มีเศษขยะ ไม่ให้สกปรกเลอะเทอะ “สะอาด” คือพื้นฐานของการยกระดับคุณภาพ

4. Seiketsu (เซเคทซึ) = สุขลักษณะ (รักษาความสะอาด) คือ การรักษาและปฏิบัติ 3 ส ได้แก่ สะสาง สะดวก และสะอาดให้ดีตลอดไป ก้าวแรกของความปลอดภัยเริ่มจากการรักษาความสะอาด หรือ “สุขลักษณะ” นี่เอง

5. Shitsuke (ชิทซึเคะ) = สร้างนิสัย (ฝึกให้เป็นนิสัย) คือ การรักษาและปฏิบัติ 4 ส หรือสิ่งที่กำหนดไว้แล้วอย่างถูกต้องจนติดเป็นนิสัย

 
วิธีการทำกิจกรรม 5 ส มีหลักสำคัญ ดังนี้

1.การเริ่มต้นทำ 5 ส

(1) รวมพลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยการจัดให้มีการบรรยาย อภิปราย ทำความเข้าใจและปรับแนวความคิดให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

(2) วางกิจกรรม 5 ส ให้สัมพันธ์สอดคล้องกับเป้าหมายในการปรับปรุงสถานที่ทำงาน โดยนำเอาวิธีการ 5 ส ที่มุ่งขจัดความสูญเปล่าไปช่วยในเรื่องต่างๆ เช่น

     - ขจัดอุบัติเหตุให้หมดสิ้น

     - ขจัดของเคลม (Claim) ให้หมดสิ้น

     - ขจัดปัญหาคุณภาพไม่ดีที่เป็นปัญหาเรื้อรัง

     - เพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์

     - ขจัดปัญหาเกี่ยวกับเครื่องจักรและอุปกรณ์

     - ลดจำนวนสต๊อกจำนวนสินค้าระหว่างผลิต

     - ลดเวลาที่ใช้ในการตั้งเครื่องให้น้อยลง เป็นต้น

(3) กำหนดทำกิจกรรมเรียงตามลำดับแต่ละ “ส” โดย

     - เริ่มจากการขจัดของที่ไม่ต้องการออก และทำความสะอาด (พื้น) ก่อน

     - เริ่มทำในหน่วยตัวอย่างเล็กๆ ของแต่ละแผนกก่อน แล้วค่อยขยายขอบข่ายให้กว้างออกไป

     - เริ่มทำให้ดูเป็นตัวอย่าง โดยเริ่มในสำนักงาน และในบริเวณโต๊ะทำงานของหัวหน้าในโรงงาน

(4) ให้ผู้บริหารทำการตรวจเช็ค เพื่อรับรู้สถานะที่แท้จริงของการดำเนินกิจกรรม 5 ส ด้วยตนเอง

(5) ใช้วิธีถ่ายรูปไว้ ทั้งก่อนลงมือทำและหลังทำกิจกรรม 5 ส ในหน่วยที่ปฏิบัติ และให้มีการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับรูปถ่ายนั้นไว้ เพื่อจะได้นำมาเปรียบเทียบสภาพก่อนและหลังการปรับปรุงได้

(6) ทำกิจกรรมกลุ่ม โดยสมาชิกของแต่ละกลุ่มจะเป็นผู้ดำเนินงานและให้กลุ่มจัดการประชุมอย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้ง เพื่อกำหนดหัวข้อ และรายละเอียดการดำเนินงาน นอกจากนี้ให้มีการกำหนดหัวข้อรับผิดชอบที่แยกย่อยลงไปอีก เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม

(7) การวัดผล ในการทำกิจกรรม 5 ส นั้น ควรจะได้มีการวัดผลออกมาด้วย จะทำให้มีคุณค่ามากขึ้น เช่น การขจัดสิ่งที่ไม่ต้องการออกนั้น มีแนวคิดดังนี้

     - เอกสารที่ไม่ต้องการนั้น หนักเท่าใด หรือกี่ตู้เอกสาร

     - ลองแปลงเป็นตัวเลขที่เข้าใจง่าย เช่น จะเป็นเศษวัตถุดิบกี่ตัน เป็นจำนวนเงินกี่แสนบาท

2. การคงรักษากิจกรรมและขยายงานกิจกรรม 5 ส

มีหลักสำคัญดังนี้

(1) มีการกำหนดหัวข้อสำคัญที่จะดำเนินการในแต่ละเดือน เช่น การขจัดของที่ไม่ต้องการ การเช็ดถูทำความสะอาด ฯลฯ

(2) การดำเนินงานให้ดำเนินการโดยบุคคลที่อยู่ในสายงานของตนเสมอ

(3) หัวหน้างานมีความตั้งใจจริงและมีความกระตือรือร้นโดยหัวหน้าเป็นผู้นำ และปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา

(4) มีการตรวจเช็คและการประเมินผล ทั้งโดยผู้จัดการโรงงานและหัวหน้าหน่วย เพื่อทราบจุดบกพร่อง และการบรรลุเป้าหมาย เป็นต้น

(5) มีการกำหนดเป็นมาตรฐาน คือ ควรทำการรวบรวมกฎเกณฑ์ การเตรียมงานขั้นต้นไว้แล้ว กำหนดเป็นมาตรฐานในการปฏิบัติงานในโรงงาน โดยทำไว้ตั้งแต่ระยะต้นๆ แล้วให้มีการปรับปรุงไปสู่การตรวจเช็คภายในสถานที่ทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนด

(6) สนับสนุนให้ดำเนินการปรับปรุง โดยมุ่งเน้นว่างานปรับปรุงที่สามารถทำเองได้ จะต้องให้พนักงานในหน่วยงานเป็นผู้ดำเนินการเอง

(7) แจ้งข้อคิดเห็นให้ทราบทั่วกัน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยจัดให้มีการประชุมเป็นประจำรายสัปดาห์ หรือเดือนตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ควรจัดประชุมในสถานที่ทำงานของแต่ละหน่วยจะดีกว่าจัดในที่ประชุมและมีการติดป้ายแสดงให้ทราบทั่วกัน

(8) ให้พิจารณาลึกเข้าไปถึงสถานที่เป็นปัญหา เพื่อพบว่าจุดไหนที่มีปัญหาก็ต้องรีบแก้ไขให้กลับสู่สภาพที่ดี สำหรับบางจุดอาจจะมีปัญหาเรื้อรังยากต่อการปฏิบัตินั้น จะต้องพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อหาทางแก้ไขต่อไป

(9) ให้คืบหน้าไปเรื่อยๆ จนถึงจุดเล็กๆ คือ ในบางหัวข้อที่มีความสำคัญให้ทำซ้ำหลายๆ ครั้ง เพื่อให้ก้าวคืบหน้าต่อไปจนถึงจุดเล็กๆ

 

 
ศราวุฒิ เเอบสระน้อย [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 10:06
13
อ้างอิง

เอกวิทย์ จามกิ่ง

กิจกรรม 5 ส

กิจกรรม 5 ส

กิจกรรม 5 ส เป็นปัจจัยพื้นฐานการบริหารคุณภาพ ที่จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในที่ทำงานให้เกิดบรรยากาศที่น่าทำงาน เกิดความสะอาดเรียบร้อยในสำนักงาน ถูกสุขลักษณะ ทำให้พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ สามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มความสามารถ สร้างทัศนคติที่ดีของพนักงานต่อหน่วยงาน กิจกรรม 5 ส เป็นกลยุทธ์อีกวิธีหนึ่งที่เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพ เป็น กิจกรรมที่ทำแล้วเห็นผลเร็วและชัดเจน นอกจากนั้นกิจกรรม 5 ส จะเป็นพื้นฐานในการนำวิธีการบริหารใหม่ๆ เข้ามาใช้ในอนาคตต่อไป

5 ส คืออะไร

กิจกรรม 5 ส เป็นแนวคิดการจัดระเบียบเรียบร้อยในที่ทำงานก่อให้เกิดสภาพการทำงานที่ดี ปลอดภัย มีระเบียบเรียบร้อย นำไปสู่การเพิ่มผลผลิต
สะสาง (SERI) คือ การแยกของที่ต้องการ ออกจากของที่ไม่ต้องการและขจัดของที่ไม่ต้องการทิ้งไป
สะดวก (SEITON) คือ การจัดวางสิ่งขอต่าง ๆ ในที่ทำงาน ให้เป็นระเบียบเพื่อความสะดวก และ ปลอดภัย
สะอาด (SEISO) คือ การทำความสะอาด เครื่องมือ อุปกรณ์ และสถานที่ทำงาน
สุขลักษณะ (SEIKETSU) คือ สภาพหมดจด สะอาดตา ถูกสุขลักษณะ และรักษาให้ดีตลอดไป
สร้างนิสัย (SHITSUKE) คือ การอบรม สร้างนิสัยในการปฏิบัติงานตามระเบียบวินัย ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด

ประโยชน์จากการทำกิจกรรม 5 ส

1.บุคลากรจะทำงานได้รวดเร็วขึ้น มีความถูกต้องในการทำงานมากขึ้น บรรยากาศและสภาพแวดล้อมดีขึ้น
2.เกิดความร่วมมือ ร่วมใจ จะเกิดขึ้น บุคลากรจะรักหน่วยงานมากขึ้น
3.บุคลากรจะมีระเบียบวินัยมากขึ้น ตระหนักถึงผลเสียของความไม่เป็นระเบียบในสถานที่ทำงาน ต่อการเพิ่มผลผลิต และถูกกระตุ้นให้ปรับปรุงระดับความสะอาดของสถานที่ทำงานให้ดีขึ้น
4.บุคลากรปฏิบัติตามกฏระเบียบ และคู่มือการปฏิบัติงานทำให้ความผิดพลาดและความเสี่ยงต่างๆ ลดลง
5.บุคลากรจะมีจิตสำนึกของการปรับปรุง ซึ่งจะนำไปสู่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน
6.เป็นการยืดอายุของเครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ เมื่อใช้อย่างระมัดระวังและดูแลรักษาที่ดี และการจัดเก็บอย่างถูกวิธีในที่ที่เหมาะสม
7.การไหลเวียนของวัสดุ และ work in process จะราบรื่นขึ้น
8.พื้นที่ทำงานมีระเบียบ มีที่ว่าง สะอาดตา สามารถสังเกตสิ่งผิดปกติต่างๆ ได้ง่าย
9.การใช้วัสดุคุ้มค่า ต้นทุนต่ำลง
10.สถานที่ทำงานสะอาด ปลอดภัยและเห็นปัญหาเรื่องคุณภาพอย่างชัดเจน

 
เอกวิทย์ จามกิ่ง [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 10:09
14
อ้างอิง

พลวัฒน์ อิอิ
กิจกรรม 5 ส การทำ 5ส พร้อมกับการทำงาน

บทนำ

5ส เป็นกิจกรรมปรับปรุงการทำงานของพนักงานด้วยตนเองอย่างหนึ่งได้แก่การดำเนิน การตามหลักการ “สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะและสร้างนิสัย” ในสถานที่ทำงานของตนเองทำให้บริษัทมีพนักงานที่มีระเบียบวินัยจากจิตสำนึก ของเขาเอง ทำให้สถานที่ทำงานสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย มีความสวยงาม มีความปลอดภัย ลดความสูญเปล่าในการทำงาน คุณภาพของงานและคุณภาพสินค้าดีขึ้น

5ส

 

5ส คืออะไร

5ส เป็นการนำ อักษรตัวหน้าของคำภาษาอังกฤษที่เขียนตามการออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นมาใช้เพื่อ ให้สามารถจดจำได้ง่ายจึงกลายมาเป็น คำว่า 5ส ตามลำดับดังนี้

  • S1 : SEIRI : สะสาง : ส1 (Clearing Up)
  • S2 : SEITON : สะดวก : ส2 (Organizing)
  • S3 : SEISO : สะอาด : ส3 (Cleaning)
  • S4 : SEIKETSU : สร้างมาตรฐาน : ส4 (Standardizing)
  • S5 : SHITSUKE : สร้างนิสัย : ส5 Training & Discipline)

ญี่ปุ่นได้นำ ส.แต่ละตัวไปใช้และพัฒนาอย่างจริงจังโดยจัดทำให้เป็นระบบมีการกำหนดขั้นตอน ในการดำเนินกิจกรรม มีการติดตามผลงานเป็นระยะๆ อีกทั้งยังมีวิธีการควบคุมกิจกรรมให้เกิดความยั่งยืนได้ จึงได้รับความนิยมและเผยแพร่ไปทั่วประเทศญี่ปุ่น

วัตถุประสงค์ของ 5ส

5ส. เป็นปัจจัยพื้นฐานในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นเครื่องมือตัวแรกที่ถูกนำมาใช้ก่อนที่จะใช้เครื่องมือระดับสูงขึ้นไป เช่น TPM TQM และ ISO เป็นต้น โดยกำหนดให้ ส1 ,ส2 ,ส3 เป็นการจัดการในเรื่องของวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ และสถานที่ ส่วน ส4 และ ส5 เป็นการจัดการเรื่องของคน โดยมีเป้าหมายให้สถานที่ทำงานสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ลดความสูญเปล่าในการทำงาน สินค้ามีคุณภาพดี เป็นที่ประทับใจของลูกค้าตลอดไป

องค์ประกอบของ 5ส

กิจกรรม 5ส นั้น ส.ทุกตัวจะถูกกำหนดคำนิยามไว้เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างถูกต้องดังนี้

ส1 : สะสาง คือการแยกของที่จำเป็นออกจากของที่ไม่จำเป็นและขจัดของที่ไม่จำเป็นออกไปโดยกำหนดขั้นตอนไว้ 3 ขั้นตอนประกอบด้วย

  • สำรวจ
  • แยก
  • ขจัด

ส2 : สะดวก คือการจัดวางหรือจัดเก็บสิ่งของต่างๆในสถานที่ทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อความ สะดวกปลอดภัยและคงไว้ซึ่งคุณภาพประสิทธิภาพในการทำงานโดยกำหนดขั้นตอนไว้ 4 ขั้นตอนประกอบด้วย

  • กำหนดของที่จำเป็น
  • แบ่งหมวดหมู่
  • จัดเก็บให้เป็นระบบมีระเบียบ
  • บ่อยอยู่ใกล้นานๆใช้อยู่ไกล

ส3 : สะอาด คือการทำความสะอาด (ปัด กวาด เช็ด ถู) เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ สถานที่และใช้ เป็นการตรวจสอบและบำรุงรักษาไปด้วยโดยกำหนดขั้นตอนไว้ 4 ขั้นตอนประกอบด้วย

  • กำหนดพื้นที่รับผิดชอบ
  • ขจัดต้นเหตุของความสกปรก
  • ทำความสะอาดแม้แต่จุดเล็กๆ
  • ปัด กวาด เช็ด ถู พื้นให้สะอาด

ส4 : สร้างมาตรฐาน คือการรักษามาตรฐานของความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้คงอยู่ตลอดไป

  • ไม่มีสิ่งของไม่จำเป็นอยู่ในพื้นที่
  • ไม่มีสภาพรกรุงรัง
  • ไม่มีสิ่งสกปรกตกค้าง

ส5 : สร้างนิสัย คือการสร้างนิสัยในการมีจิตสำนึก ทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงานตามระเบียบและข้อบังคับอย่างเคร่งครัดรวมทั้ง อบรมให้พนักงานรู้จักค้นคว้า และปรับปรุงสถานที่ทำงาน

  • Visual Control
  • วัดประสิทธิผลการทำ 5ส
  • ประกวดคำขวัญ 5ส
  • เปรียบเทียบภาพก่อนทำ-หลังทำ 5ส

ประโยชน์ของ 5ส

5ส มีคุณค่าในการพัฒนาคนให้ปฏิบัติกิจกรรมจนเกิดเป็นนิสัยที่ดีมีวินัย อันเป็นรากฐานของระบบคุณภาพเพราะเป็นกิจกรรมที่ฝึกให้ทุกคนร่วมกันคิด ร่วมกันทำเป็นทีม ค่อยเป็นค่อยไปไม่ยุ่งยาก ไม่รู้สึกว่าการปฏิบัติงานอย่างมีระเบียบวินัยเป็นภาระเพิ่มขึ้นอีกต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อองค์การดังต่อไปนี้

  1. สิ่งแวดล้อมในการทำงานดี เป็นการเพิ่มขวัญกำลังใจให้แก่พนักงาน
  2. ลดอุบัติเหตุในการทำงาน
  3. ลดความสิ้นเปลืองในการจัดซื้อวัสดุเกินความจำเป็น
  4. ลดการสูญหายของวัสดุ เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ
  5. พื้นที่การทำงานเพิ่มขึ้นจากการขจัดวัสดุที่เกินความจำเป็นออกไป
  6. เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการทำงานมากขึ้น
  7. สถานที่ทำงานสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับลูกค้า
  8. พนักงานมีการทำงานร่วมกันเป็นทีมมากขึ้น
  9. สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของต่อองค์การของพนักงาน
 
พลวัฒน์ อิอิ [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 10:14
15
อ้างอิง
พวกเราทุกคนเคยได้ยินคำว่า PDCA กันหรือเปล่าครับ อาจจะเคยคุ้นหูเมื่อครั้งเริ่มงานใหม่ๆ อาจจะถูกหัวหน้าบอกไว้ว่า ทำงานให้ดีต้องทำ PDCA ด้วย
ซึ่งหลายคนก็อาจจะสงสัยได้ เพราะไม่รู้ว่าทำ PDCA ไปเพื่ออะไร พอทำงานไปสักพักก็จะรู้ด้วยตัวเองจริงๆ ว่า PDCA นั้นหนีไม่ได้ ถ้าอยากจะทำงานแบบมืออาชีพ ให้งานสามารถเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพไม่ว่าจะเป็นการทำ PDCA ในระดับองค์กร หรือ PDCA ในระดับส่วนตัว แล้ว PDCA นี้มันคืออะไรกัน  หากลองเปิดจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (Wiki)  จะพบความหมายดังนี้

PDCA หรือที่เรียกว่าวงจรเดมิง (อังกฤษ: Deming Cycle) หรือวงจรชูฮาร์ต (Shewhart Cycle) คือวงจรการควบคุมคุณภาพ

ความหมายของ PDCA

PDCA  คือ  วงจร ที่พัฒนามาจากวงจรที่คิดค้นโดยวอล์ทเตอร์  ซิวฮาร์ท(Walter Shewhart )ผู้บุกเบิกการใช้สถิติสำหรับวงการอุตสาหกรรมและต่อมาวงจรนี้เริ่มเป็นที่ รู้จักกันมากขึ้นเมื่อ เอดวาร์ด เดมมิ่ง (W.Edwards Deming) ปรมาจารย์ด้านการบริหารคุณภาพเผยแพร่ให้เป็นเครื่องมือสำหรับการปรับ ปรุงกระบวนการทำงานของพนักงานภายในโรงงานให้ดียิ่งขึ้น และช่วยค้นหาปัญหาอุปสรรคในแต่ละขั้นตอนการผลิตโดยพนักงานเอง จนวงจรนี้เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “วงจรเด็มมิ่ง” ต่อมาพบว่า แนวคิดในการใช้วงจร PDCA นั้นสามารถนำมาใช้ได้กับทุกกิจกรรม     จึงทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่ หลายมากขึ้นทั่วโลก   PDCA เป็นอักษรนำของศัพท์ภาษาอังกฤษ   4  คำคือ

P : Plan        =     วางแผน
D : Do         =     ปฏิบัติตามแผน
C : Check     =     ตรวจสอบ / ประเมินผลและนำผลประเมินมาวิเคราะห์
A : Action     =     ปรับปรุงแก้ไขดำเนินการให้เหมาะสมตามผลการประเมิน



การนำกระบวนการ PDCA ไปประยุต์ใช้ในการทำแผนเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการประกันคุณภาพของคณะ

Plan (วางแผน)
หมาย ถึง การวางแผนการดำเนินงานอย่างรอบคอบ ครอบคลุมถึงการกำหนดหัวข้อที่ต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน อาจประกอบด้วย การกำหนดเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของการดำเนินงาน Plan การจัดอันดับความสำคัญของ เป้าหมาย กำหนดการดำเนินงาน กำหนดระยะเวลาการดำเนินงาน กำหนดผู้รับผิดชอบหรือผู้ดำเนินการและกำหนดงบประมาณที่จะใช้ การเขียนแผนดังกล่าวอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของลักษณะ การดำเนินงาน การวางแผนยังช่วยให้เราสามารถคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต และช่วยลดความสูญเสียต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้
ฉะนั้น  P เราจะต้องมีแผน
       1.วัตถุประสงค์เหมาะสม และสอดคลองกับแผนของคณะ/พันธกิจหรือไม่
       2.มีการกำหนดผู้รับผิดชอบหรือไม่ (รายบคคล/คณะบคคล)
       3.ระยะเวลาดำเนินการที่กำหนดไว้เหมาะสมหรือไม่
       4.งบประมาณที่กำหนดเหมาะสมหรือไม่
       5.มีการเสนอเพื่อขออนุมัติก่อนดำเนินการหรือไม่
Do (ปฏิบัติตามแผน)
หมาย ถึง การดำเนินการตามแผน อาจประกอบด้วย การมีโครงสร้างรองรับ การดำเนินการ เช่น คณะกรรมการหรือหน่วยงานของคณะ ซึ่งคณะเราก็มีการจัดตั้งไว้อยู่แล้ว  จะต้องมีวิธีการ ดำเนินการ
D เราต้องมีผลการดำเนินการตามแผน
      1. มีการกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการดำเนินการหรือไม่
      2. มีผู้รับผิดชอบดำเนินการได้ตามกำหนดไว้หรือไม่
      3.มีการประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องมากน้อยเพียงไร
      4.สามารถดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนดได้หรือไม่
      5.สามารถดำเนินการได้ตามงบประมาณที่กำหนดไว้หรือไม่
Check (ตรวจสอบการปฏิบัติตามแผน)
หมาย ถึง การประเมินแผน อาจประกอบด้วย การประเมินโครงสร้างที่รองรับ การดำเนินการ การประเมินขั้นตอนการดำเนินงาน และการประเมินผลของ การดำเนินงานตามแผนที่ได้ตั้งไว้ โดยในการประเมินดังกล่าวสามารถ ทำได้เอง โดยคณะกรรมการที่รับผิดชอบแผนการดำเนินงานนั้น ๆ ซึ่งเป็นลักษณะของการประเมินตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการ อีกชุดมาประเมินแผน หรือไม่จำเป็นต้องคิดเครื่องมือหรือแบบประเมิน ที่ยุ่งยากซับซ้อน
C เราต้องมีการประเมินการดำเนินการ
       1.ได้มีการกำหนดวิธี/รูปแบบการประเมินหรือไม่
       2.มีรูปแบบของการประเมินเหมาะสมหรือไม่
       3. ผลของการประเมินตรงกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่
       4.ปัญหา/จุดอ่อนที่พบในการดำเนินการมีหรือไม่
       5.ข้อดี/จุดแข็ง ของการดำเนินการมีหรือไม่
Act (ปรับปรุงแก้ไข)

มีต่อด้านล่างนะครับ 
 
สมศักดิ์ กล่อมสำโรง [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 10:15
16
อ้างอิง

6.1 มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000

    6.1.1 ความหมายของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000

        

            กรมอาชีวศึกษา (2539 :13) กล่าวว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 หมายถึงมาตรฐานสากล
เกี่ยวกับระบบบริหารงานคุณภาพขั้นพื้นฐานที่ใช้เพื่อการบริหารหรือจัดการคุณภาพและการประกันคุณภาพ
โดยเน้นการสร้างคุณภาพภายในองค์กร ซึ่งจะเน้นองค์กรประเภทใดก็ได้ไม่จำกัดชนิดของสินค้าหรือบริการ
ไม่ระบุชนิดหรือขนาดของอุตสาหกรรมใดโดยเฉพาะ นำมาใช้โดยไม่มีขีดจำกัด
          สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) (2546 : 2/16) ได้นิยามความหมายระบบบริหารงาน
คุณภาพ (Quality Management System) หมายถึง ระบบที่มีการกำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์และการ
ดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดทิศทางและควบคุมองค์การในเรื่องคุณภาพ
          สรุป มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 คือมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นระบบบริหาร
ประกันคุณภาพขั้นพื้นฐานอันเกี่ยวกับการจัดการทางด้านคุณภาพและการประกันคุณภาพ โดยมีความมุ่งหมาย
ที่จะให้ระบบคุณภาพเท่าเทียมกันระหว่างองค์การต่าง ๆ และประเทศต่าง ๆ

ประวัติความเป็นมาของมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000

องค์กรสากลว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization : ISO) ซึ่ง
ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ก่อตั้งเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 (พ.ศ. 2490) ปัจจุบัน
มีสมาชิก 143 ประเทศ ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25 ประเทศร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน
มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสหประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การ
ชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล

จุดเริ่มแรกในการดำเนินระบบมาตรฐาน ISO 9000 คือ สถาบันมาตรฐานแห่งประเทศเยอรมนี
(DIN) ในปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521) มีแนวคิดพื้นฐานคือ การนำระบบมาตรฐานของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน
มารวมให้เป็นมาตรฐานประเภทเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นซึ่งตรงกับหลักการ
ของ ISO ดังนั้นทาง ISO จึงได้ตั้งคณะกรรมการทางด้านเทคนิค (Technic Committee : ISO/TC/176) ขึ้นมา
การจัดตั้งองค์กร ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือเกิดระบบมาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ISO เดิมใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในภาษากรีกแปลว่า ความสับสน (ไม่เป็นมงคล)
จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีกคือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ขององค์การ
ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมกัน (ทัดเทียมกัน) โดยมีภารกิจหลัก คือ

1. ให้การสนับสนุนพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อสนองต่อการค้าขายแลกเปลี่ยน
สินค้า และบริการของนานาชาติทั่วโลก
2. พัฒนาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของมวลมนุษย์
ชาติ

ผลงานที่เป็นรูปธรรมของ ISO คือ การกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล (Inter-
national Standard) ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้าน
เทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า
Technical Committee, ISO/TC Quality Assurance และ

คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารงานคุณภาพเป็นสากล ต้นแบบ
ของ ISOO 9000 นั้นมาจากมาตรฐานแห่งชาติของอังกฤษ คือ BS 5750 มาเป็นแนวทาง คือระบบบริหารงาน
คุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อ
กำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบคุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม
พาณิชยกรรม ธุรกิจการบริหารทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่

ISO ประกอบด้วยสมาชิก 3 ประเภท คือ

1. Member Body เป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ ซึ่งหมายถึง เป็นตัวแทนทางด้านการมาตรฐาน
ของประเทศนั้น ๆ มีสิทธิออกเสียงในเรื่องของวิชาการ มีสิทธิเข้ารับการเลือกตั้งเป็นคณะมนตรี ISO และ
สามารถเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่
2. Correspondent Member เป็นหน่วยงานของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังไม่มีสถาบันมาตรฐาน
เป็นของตัวเอง สมาชิกประเภทนี้จะไม่เข้าร่วมในเรื่องของวิชาการ แต่มีสิทธิจะได้รับข่าวสารความเคลื่อนไหว
ของ ISO และเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ในฐานะผู้สังเกตการณ์
3. Subscribe Membership สมาชิกประเภทนี้ เปิดสำหรับกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจค่อนข้างเล็ก
ให้สามารถติดต่อกับ ISO ได้

          สำหรับประเทศไทยได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบในเรื่องมาตรฐานของประเทศ เรียกว่า
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) (Thai Industrial Standard Institute: TISI) สังกัดกระทรวง
อุตสาหกรรม เมื่อปี พ.ศ. 2511 หมายเลขโทรศัพท์ 02-248-1550 โทรสาร 02-246-4085, 246-4307 (สำหรับ
มาตรฐานที่ใช้ควบคุมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเรียกว่า มาตรฐานอุตสาหกรรม : มอก.) และ สมอ. ได้ประกาศ
ใช้อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 ในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2534 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 108
ตอนที่ 99 วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2534 โดยใช้ชื่อว่า อนุกรมมาตรฐานระบบคุณภาพ มอก. - ISO 9000 ในปี
พ.ศ. 2542

ภาพที่ 39 แสดงเครื่องหมายที่ใช้รับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดย สมอ.

เครื่องหมายมาตรฐาน ทั่วไป

เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ
เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความปลอดภัย

เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม


เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า

ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกส่วนมากให้การยอมรับมาตรฐาน ISO 9000 อย่างชัดเจน
แต่อย่างไรก็ตามได้มีการเรียกชื่อระบบคุณภาพที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ดังนี้

 ชื่อเรียก และอักษรย่อสำหรับมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 ของประเทศต่าง ๆ

ชื่อประเทศ
ชื่อเรียกย่อ
1. มาตรฐานไอเอสโอ
2. ออสเตรเลีย
3. ออสเตรีย
4. เบลเยี่ยม
5. แคนาดา
6. เดนมาร์ก
7. ตลาดร่วมด้านเศรษฐกิจของยุโรป
8. ฟินแลนด์
9. ฝรั่งเศส
10. เยอรมัน
11. อินเดีย
12. ไอร์แลนด์
13. เนเธอร์แลนด์
14. นอร์เวย์
15. แอฟริกาใต้
16. สเปน
17. สวีเดน
18. สวิตเซอร์แลนด์
19. เครือจักรภพ
20. สหรัฐอเมริกา
21. ยูโกสลาเวีย
22. ญี่ปุ่น
23. สิงคโปร์
24. ไทย
25. จีน
1. ISO 9000
2. AS 3900
3. Norm ISO 9000
4. NBN X 50-002-1
5. DS/ISO 9000
6. DS/EN 29000
7. EN 29000
8. SFS-ISO 9000
9. NF S 50-121
10. DIN ISO 9000
11. IS 300
12. ISO 9000
13. NEN-ISO 9000
14. NS 5801
15. SABS 0157
16. UNE 66 900
17. SS 9000
18. SN-ISO>900
19. BS 5750
20. ANSI/ASQC Q90
21. JUS A.K.1.010
22. JISZ 9900 - 1991
23. SS 308.1998
24. TISI ISO 9000
25. GB/T 10300.1-88

สรุปประวัติความเป็นมาของ ISO

1. ISO ย่อมาจากคำว่า International Organization for Standardization (องค์การระหว่าง
ประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน) ซึ่งเป็นองค์การสากลที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดหรือปรับมาตรฐาน
นานาชาติเกือบทุกประเภท (ยกเว้นด้านไฟฟ้า ซึ่งเป็นหน้าที่ของ IEC) เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ในโลก
สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันได้

2. ISO เมื่อก่อนใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในทางภาษากรีกแปลออกมาแล้วไม่เป็น
มงคล จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีก คือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ของ
องค์กร ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมเทียมกัน

3. องค์การนี้เป็นองค์การนานาชาติที่ดำเนินกิจกรรม เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ชาติ ได้
ก่อตั้งเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 หรือ พ.ศ. 2490 ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25
ประเทศ ร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสห-
ประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล

4. การจัดตั้งองค์การ ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนด
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือเกิดระบบ
มาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

5. ปัจจุบันองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน หรือ ISO มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบด้วยสมาชิกจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกปัจจุบัน 143 ประเทศ โดยมีภารกิจ
หลักคือ

5.1 ให้การสนับสนุนและพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนองต่อการค้าขาย
แลกเปลี่ยนสินค้า และการบริการของนานาชาติทั่วโลก
5.2 พัฒนาความร่วมมือในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของ
มวลมนุษยชาติ

6. ผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมของ ISO คือการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล
(International Standard) และได้มีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 ขึ้น
เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้านเทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง
เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า Technical Committee,
ISO/TC 176 on Quality Assurance

7. คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารคุณภาพเป็นสากลโดยการ
นำเอามาตรฐาน BS 5750 ของอังกฤษมาเป็นแนวทาง คือ ระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐาน
ของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อกำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบ
คุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ธุรกิจการ การ
บริหาร ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่

      6.1.2 ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000

           มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 หรือเรียกอย่างย่อว่าระบบคุณภาพ ISO 9000 ตาม
ความหมายที่กล่าวมาแล้วว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้เพื่อการบริหารหรือ
จัดการคุณภาพภายในองค์การ ซึ่งไม่จำกัดว่าเป็นองค์การธุรกิจ กิจการอุตสาหกรรมก็สามารถที่จะนำเอาระบบ
คุณภาพนี้ไปใช้ได้ ทั้งนี้ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะไม่รับประกันว่าผลิตภัณฑ์จะดีที่สุดหรือมีมาตรฐานที่สุด
แต่ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะประกันว่าการบริหารงานขององค์การนั้นมีคุณภาพทั่วทั้งองค์กร ซึ่งอาจจะเป็น
ผลกันว่าเมื่อมีการบริหารงานที่ดีมีคุณภาพ ย่อมจะส่งผลไปถึงความมีคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการด้วย
ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000 ดังนี้

1. เป็นการบริหารงานคุณภาพ เพื่อทำให้ลูกค้าพึงพอใจ โดยยึดหลักของคุณภาพที่มุ่งเน้นให้มี
การจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) เป็นไปตาม
ความต้องการของลูกค้าตั้งแต่แรกที่ได้รับสินค้าหรือบริการตามข้อตกลง
2. เน้นการบริหารงานคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มขั้นตอนแรกจนขั้นตอนสุดท้ายในกระบวน
การผลิตของธุรกิจนั้น ๆ
3. เน้นการปฏิบัติที่เป็นระบบอย่างมีแบบแผน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น
4. สามารถตรวจสอบได้ง่าย โดยมีหลักฐานทางด้านเอกสารที่เก็บไว้ ซึ่งจะนำเอาสิ่งที่ปฏิบัติมา
จัดทำเป็นเอกสาร โดยจัดเป็นหมวดหมู่เพื่อให้นำไปใช้งานได้สะดวกและก่อให้เกิดประสิทธิภาพ
5. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่ทุกคนในองค์การมีส่วนร่วม
6. เป็นแนวทางการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์การ
7. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่นานาชาติยอมรับและใช้เป็นมาตรฐานของประเทศ
8. เป็นที่ยอมรับของลูกค้าชั้นนำ เช่น ประเทศในกลุ่มทวีปยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา และเป็น
เงื่อนไขของกลุ่มประเทศภายใต้การตกลงว่าด้วยสิทธิการปกป้องอัตราภาษีศุลกากรระหว่างประเทศ (General
Agreement on Tax and Tariff; GATT) ที่กำหนดให้ประเทศคู่แข่งขันทางการค้าใช้เป็นมาตรฐานสากลให้
การยอมรับซึ่งกันและกันสำหรับการทดสอบและการรับรอง
9. ระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นการรับรองในระบบคุณภาพขององค์การ ไม่ใช่เป็นการรับรอง
ตัวผลิตภัณฑ์เหมือนกับมาตรฐานสินค้าอื่น ๆ
10. ต้องมีหน่วยงานที่ 3 (third party) ที่ได้รับการรับรองจากองค์การมาตรฐานสากลระหว่าง
ประเทศ (ISO) มาทำการตรวจสอบเพื่อให้การรับรอง เมื่อผ่านการรับรองแล้วจะต้องได้รับการตรวจซ้ำอีก
อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ตลอดระยะเวลาของการรับรอง 3 ปี เมื่อครบกำหนด 3 ปี แล้วจะต้องมีการตรวจ
ประเมินใหม่ทั้งหมด

โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000
โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 มีดังนี้

1. มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของมาตรฐาน และเปลี่ยนแปลงแนวคิดเพื่อให้ตรงตามความ
พึงพอใจของลูกค้า
2. ประเพณีที่เคยปฏิบัติมาที่เป็นข้อกำหนดทั้ง 20 ข้อของมาตรฐานในปี 1994 ถูกเปลี่ยนให้เป็น
แนวคิดในการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ (Process Approach)
3. โครงสร้างพื้นฐานของกระบวนการจะถูกทำให้สอดคล้องตรงกับแนวคิดเรื่องวงจรการพัฒนา
ระบบอย่างต่อเนื่อง Plan-Do-Check-Act (P-D-C-A) เปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้สอดคล้องรับกับมาตรฐาน
ISO 14000:1996 และ OHSAS 18000:1999
4. ใช้หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการเป็นเครื่องมือช่วยในการทำให้การบริหารงาน
ระบบคุณภาพประสบความสำเร็จ

          ISO 9000 : 2000 มุ่งส่งเสริมให้มีการนำการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ
สำหรับการจัดทำระบบบริหารคุณภาพ การนำระบบบริหารคุณภาพไปประยุกต์ใช้ และการปรับปรุง
ประสิทธิผลของระบบบริหารขององค์การ ทั้งนี้ก็เพื่อให้องค์การสามารถเสริมสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า
ของตนด้านการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า

          ในการที่องค์การใดจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องกำหนดและบริหาร
ควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบภายในองค์การนั้น อาจกล่าวได้ว่ากิจกรรม
ใด ๆ ก็ตามที่มีการใช้ทรัพยากร และมีการจัดการเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปัจจัยป้อนเข้า (Inputs) ให้
กลายเป็นผลผลิต (Outputs) กิจกรรมนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการ (Process) บ่อยครั้งที่ผลผลิตของ
กระบวนการหนึ่งจะกลายเป็นปัจจัยป้อนเข้าให้กับกระบวนการหนึ่งที่อยู่ถัดไป

          การประยุกต์ใช้ระบบจะประกอบขึ้นด้วยกระบวนการต่าง ๆ ที่อยู่ภายในองค์การ โดยมีการระบุ
ถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ (Interactions) รวมถึงการบริหารจัดการกระบวนการเหล่านั้นด้วย การ
ดำเนินการเช่นว่านี้อาจเรียกได้ว่าการบริหารโดยมองเป็นกระบวนการ (Process approach)

          คุณประโยชน์ประการหนึ่งของการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ คือ การ
เอื้ออำนวยให้องค์การสามารถดำเนินการควบคุมการเชื่อมโยงระหว่างแต่ละกระบวนการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
กระบวนการ และการผนวกร่วมกันของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบบริหารคุณภาพ จะทำให้มีการ
เน้นถึงความสำคัญของ

1. การทำความเข้าใจและการตอบสนองต่อข้อกำหนด
2. ความจำเป็นในการพิจารณาถึงกระบวนการ ในแง่ของการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value)
3. การให้ได้มาซึ่งผลการดำเนินการของกระบวนการและประสิทธิผลของกระบวนการ
4. การปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยข้อมูลจากการตรวจวัดอย่างเป็นระบบ

          หลักการทางระบบ ISO 9000 : 2000 คือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และมองเป็นกระบวนการ
ซึ่งสามารถอธิบายเป็นแผนภูมิได้ ดังนี้

ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนา, 2546 : 1-7

          จากภาพ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าลูกค้าขององค์การ มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการกำหนดหรือ
ระบุชี้ความต้องการของลูกค้าให้เป็นปัจจัยป้อนเข้าของระบบการจัดการในองค์การ การเฝ้าติดตาม (Monitor-
ing) ถึงความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction) ภายหลังจากองค์การได้ส่งมอบผลผลิตขององค์การ
ไปแล้ว การเฝ้าติดตามวัดความพึงพอใจของลูกค้านั้น เพื่อให้ทราบว่าบรรดาข้อกำหนดของลูกค้าได้รับการ
ตอบสนองโดยครบถ้วนแล้วหรือไม่
          หลักการที่ระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000:2000 นำมาใช้คือหลักการพัฒนาออย่างต่อเนื่อง คือ
          Plan : ทำการกำหนด หรือระบุชี้ วัตถุประสงค์และกระบวนการที่จำเป็นต่อการส่งมอบ
ผลิตภัณฑ์บริการที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของลูกค้า และนโยบายขององค์กรเอง
          Do : นำกระบวนการที่กำหนดชัดเจนแล้วไปปฏิบัติให้เกิดผล
          Check : ติดตามตารางและจัดกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ โดยเปรียบเทียบกับนโยบายวัตถุประสงค์
ของผลิตภัณฑ์
          Action : ปฏิบัติการต่าง ๆ แล้วปรับปรุงผลการดำเนินงานของกระบวนการให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000

มาตรฐาน
หัวข้อ
ISO 9000 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : หลักการพื้นฐานและคำศัพท์
ISO 9001 : 2000 ระบบบริหารคุณภาพ : ข้อกำหนด
ISO 9004 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : แนวทางสำหรับปรับปรุงสมรรถนะ

          อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000:2000 มี 2 ฉบับ คือ ISO 9001 และ ISO 9004 ซึ่งทั้ง 2 ฉบับเป็น
มาตรฐานซึ่งสอดรับกัน (Consistent Pair) หรือจะแยกกันก็ได้ และถึงแม้ว่ามาตรฐานทั้งสองจะมีขอบข่าย
ที่แตกต่างกัน แต่มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับ มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันอาจเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่าง
มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับได้ดังนี้
          มาตรฐาน ISO 9001 ได้วางข้อกำหนดสำหรับองค์การ เพื่อการจัดทำระบบบริหารคุณภาพสำหรับ
ประยุกต์ใช้ภายในองค์การของงาน และการออกใบรับรอง หรือเพื่อวัตถุประสงค์ภายใต้ข้อตกลงหรือสัญญา
ระหว่างองค์กรกับลูกค้า มาตรฐานฉบับนี้มุ่งเน้นที่ความมีประสิทธิผลของระบบบริหารคุณภาพขององค์กร
ในการบรรลุถึงข้อกำหนดของลูกค้า
         มาตรฐาน ISO 9004 ให้แนวทางของระบบบริหารคุณภาพที่มีขอบเขตกว้างขวางกว่าที่กำหนด
ไว้ใน ISO 9001 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงผลการดำเนินงานโดยรวม ขององค์การอย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมถึงด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย มีความประสงค์จะพัฒนาองค์กรของงานให้ก้าวไปเกินกว่าระดับที่กำหนดใช้ใน มาตรฐาน ISO 9001 โดยเฉพาะในด้านการปรับปรุงผลประกอบการขององค์กรอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามมาตรฐาน ISO 9004 ไม่มีวัตถุประสงค์ให้ใช้หรือการขอการรับรอง(Certification) หรือเพื่อประกอบในการทำสัญญากับลูกค้า
          ISO 9000:2000 ไม่มีข้อกำหนดที่จำเพาะเจาะจงในหัวข้อการบริหารจัดการในระบบอื่น ๆ เช่น
ระบบบริหารสิ่งแวดล้อม (Environmental Management) ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยและอาชีว-
อนามัย (Occupational Health and Safety Management) หรือระบบการบริหารการเงิน (Financial Manage-
ment) หรือแม้กระทั่งการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) อย่างไรก็ตามมาตรฐานฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้องค์การผู้นำมาตรฐานนี้ไปใช้ สามารถเลือกที่จะปรับ (Align) หรือผนวกรวม (Integrate) ระบบบริหาร
คุณภาพให้สอดรับกับระบบการบริหารอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วในองค์กร แต่ในบางกรณีองค์กรอาจปรับเปลี่ยน
ระบบการบริหารงานของตนเพื่อเอื้ออำนวยให้สามารถจัดทำระบบบริหารงานคุณภาพที่สอดรับกับข้อกำหนด
ในมาตรฐานฉบับนี้ก็ได้

     หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการ
          หลักการที่ 1 : องค์กรที่ให้ความสำคัญแก่ลูกค้า (Customer Focused Organization)
          'องค์กรต้องพึ่งพิงลูกค้าเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าทั้ง
ในส่วนปัจจุบันและอนาคต และทำให้บรรลุความต้องการเหล่านั้น รวมถึงการพยายามที่จะทำให้ได้เกินความ
คาดหวังของลูกค้า'
          'Organizations depend their customers and therefore should understand current and future
customer needs, should meet customer requirements and strive to exceed customer expectations.'

     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. เข้าใจความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้า
2. กำหนดเป้าหมายและองค์กรให้สัมพันธ์กับความต้องการและคาดหวังของลูกค้า
3. สื่อความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้าให้เป็นที่เข้าใจทั่วถึงทั้งองค์กรวัดความพึงพอใจ
ของลูกค้า
4. สร้างสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเป็นระบบ
5. คำนึงถึงความสมดุลในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ

     ประโยชน์ที่ได้

1. มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วในการตอบสนองตลาด ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดและรายได้
เพิ่มขึ้น
2. เพิ่มความภักดีของลูกค้า และการแนะนำต่อ
3. ทำให้การใช้ทรัพยากรเพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

      หลักการที่ 2 : ความเป็นผู้นำ (Leadership)

          'ผู้นำเป็นผู้กำหนดความเป็นเอกภาพของวัตถุประสงค์และทิศทางขององค์กร ผู้นำต้องเป็นผู้
สร้างและธำรงไว้ซึ่งปัจจัยเกื้อหนุนภายในที่สนับสนุนให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและส่งเสริมการบรรลุ
วัตถุประสงค์ขององค์กรได้'

          'Leaders establish unity of purpose and direction of the organization. They should create and
maintain the internal environment in which people can become fully involved in achieving the organization's
objectives

      การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. พิจารณาความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
2. กำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนขององค์กร
3. กำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย
4. สร้างและรักษาคุณค่า ความเสมอภาค และจรรยาบรรณร่วมกัน ให้มีในทุกระดับขององค์กร
5. สร้างความไว้วางใจและขจัดความหวาดกลัว
6. จัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น
7. ให้การฝึกอบรม
8. ให้อิสระในการปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบ
9. สร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุน และให้การยอมรับต่อการมีส่วนร่วมของบุคลากร

     ประโยชน์ที่ได้

1. ทำให้บุคลากรเข้าใจและเกิดแรงจูงใจเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขององค์กร
2. มีการประเมินผลของกิจกรรมต่าง ๆ ปรับ และนำไปปฏิบัติ เพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกัน
3. ลดความผิดพลาดในการสื่อความ ระหว่างบุคลากรในระดับต่าง ๆ

     หลักการที่ 3 : การมีส่วนร่วมของบุคลากร (Involvement of people)

          'พนักงานทุกระดับถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรและการให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และเต็ม
ความสามารถของพนักงานทุกคน ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่องค์กร'
          'People at all levels are the essence of an organization and their full involvement enables their
abilities to be used for the organization's benefit.'

     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. ทำให้บุคลากรเข้าใจในความสำคัญของการมีส่วนร่วมและบทบาทของตนในองค์กร
2. ให้รู้ข้อจำกัดในการทำงาน
3. ทำให้ยอมรับเป็นเจ้าของปัญหา และความรับผิดชอบในการแก้ไข
4. ประเมินผลงานเทียบกับเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้
5. เพิ่มพูนความรู้ความสามารถอย่างสม่ำเสมอ
6. แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์
7. พิจารณาข้อปัญหา และประเด็นต่าง ๆ อย่างเปิดเผย

ประโยชน์ที่ได้

1. ทำให้บุคลากรเกิดแรงจูงใจ มุ่งมั่น และมีส่วนร่วม
2. สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้เหนือกว่าเป้าหมายที่องค์กรกำหนด
3. บุคลากรมีความรับผิดชอบต่อผลงานของตัวเอง
4. กระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมและช่วยทำให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

      หลักการที่ 4 : การบริหารเชิงกระบวนการ (Process approach)

          'ผลลัพธ์ที่ต้องการสามารถบรรลุได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อทรัพยากรและกิจกรรมที่
เกี่ยวข้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นกระบวนการ'
'A desired result is achieved more efficiently when activities and related resources are managed
as a process.'

     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. กำหนดกิจกรรมที่จำเป็นเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการ
2. กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินการกิจกรรมหลักให้ชัดเจน
3. วิเคราะห์และวัดขีดความสามารถของกิจกรรมหลัก
4. แสดงความสัมพันธ์ของกิจกรรมหลัก ทั้งภายในหน่วยงาน และระหว่างหน่วยงานในองค์กร
5. เน้นปัจจัยที่จะก่อให้เกิดการปรับปรุงกิจกรรมหลักขององค์กร เช่น ทรัพยากร วิธีการ
6. ประเมินความเสี่ยง และผลกระทบ ที่มีต่อลูกค้า ผู้ขาย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ

     ประโยชน์ที่ได

1. ลดค่าใช้จ่าย และลดระยะเวลาในการทำงาน จากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
2. ทำให้ผลงานมีความสม่ำเสมอ มีการปรับปรุง และสามารถคาดการณ์ได้
3. สามารถเน้นและจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะปรับปรุง

     หลักการที่ 5 : การบริหารเป็นระบบ (System approach to management)
          
           'การบ่งชี้ การทำความเข้าใจ และการบริหารจัดการในเชิงระบบที่ประกอบด้วยกระบวน
การต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ต่อกันเพื่อวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิ
ผลขององค์กร'
          'Identifying, understanding and managing interrelated processes as system contributes to the
organization's effectiveness and efficiency in achieving its objectives.'

 
จีรพันธ์ พิมพ์เคน [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 10:18
17
อ้างอิง

วุฒิพงศ์ วิเศษโคกกรวด

5ส  คืออะไร     เทคนิคหรือวิธีการจัดหรือปรับปรุงสถานที่ทำงานหรือสภาพการทำงานให้เกิดความสะดวก  ความเป็นระเบียบเรียบร้อย  สะอาดเพื่อเอื้ออำนวยให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน  ความปลอดภัย  และคุณภาพของงาน  อันเป็นพื้นฐานในการเพิ่มผลผลิต 

ความสำคัญของ 5ส 
เป็นหลักเบื้องต้น / พื้นฐาน  เพื่อทำให้หน่วยงานมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด  ปลอดภัย  น่าอยู่  น่าทำงาน 
มีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับการเพิ่มผลผลิต(Productivity)
มีความเกี่ยวข้องกับการประหยัดทรัพยากรและเวลา 
มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อถือของผู้รับบริการ 
มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อม 
ก่อให้เกิดการทำงานเป็นทีม(Teamwork)  และสร้างความสามัคคีในหน่วยงาน

ความหมายของ 5ส 
1. สะสาง  การสำรวจและแยกให้ชัดเจนว่าของสิ่งใดจำเป็นและ สิ่งใดไม่จำเป็นในการใช้งาน แล้วขจัดของที่ไม่จำเป็นออกไปจากพื้นที่ที่รับผิดชอบ
2. สะดวก  การจัดวางของที่จำเป็นในการใช้งานให้เป็นระบบระเบียบ และง่ายหรือสะดวกในการนำไปใช้ 
3. สะอาด  การดูแลรักษาหรือปัดกวาดเช็ดถู ทำความสะอาด สถานที่ โต๊ะทำงาน อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ให้พร้อมต่อการปฏิบัติงาน
4. สุขลักษณะ  การรักษาและปรับปรุงการปฏิบัติ 3ส แรก โดยกำหนด เป็นมาตรฐานและปฏิบัติให้ดีขึ้นและรักษาให้ดี
5. สร้างนิสัย  การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนเกิดจิตสำนึก หรือเกิด ความเคยชินเป็นนิสัย

จุดที่ควรสะสาง 
บนโต๊ะทำงาน  และลิ้นชักโต๊ะทำงานของแต่ละคน
ตู้เก็บเอกสาร / ตู้เก็บของ / ชั้นวางของ 
บริเวณรอบโต๊ะทำงาน 
ห้องเก็บของ 
มุมอับต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกที่ทำงาน
พื้นของสถานที่ทำงาน  รวมทั้งฝ้าเพดาน

ประโยชน์ที่ได้รับจากการสะสาง 
ขจัดความสิ้นเปลืองของการใช้พื้นที่  กล่าวคือ  มีพื้นที่ว่างจากการขจัดสิ่งของที่ไม่จำเป็นหรือวางเกะกะออกไป 
ขจัดความสิ้นเปลืองทรัพยากร  วัสดุ  อุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ
ลดปริมาณการเก็บ / สำรองวัสดุสิ่งของ 
ลดการเก็บเอกสารซ้ำซ้อน 
เหลือเนื้อที่ของห้องทำงาน  ตู้ หรือชั้นเก็บเอกสารไว้ใช้ประโยชน์มากขึ้น
ลดเวลาในการค้นหาเอกสาร
สถานที่ทำงานดูกว้างขวาง  โปร่ง / สะอาดตา  น่าทำงานยิ่งขึ้น
ลดข้อผิดพลาดจากการทำงาน

สะดวก  :   หลักการ   เหตุผล  และวิธีการ
เหตุผล    หลังจากทำการสะสางแล้ว  สิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงานจะต้องทำการจัดเก็บให้เป็นระบบ / ระเบียบ  เพื่อให้เกิดความ “สะดวก”  และรวดเร็วในการนำมาใช้งานโดยคำนึงถึงหลักประสิทธิภาพ  คุณภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมประกอบกัน
หลักการ  วางของที่ใช้งานให้เป็นที่เป็นทาง  /  มีป้ายบอก  ,  นำของไปใช้งานแล้วนำมาเก็บไว้ที่เดิม  ,  วางของที่ใช้งานบ่อยไว้ใกล้ตัว  ,  จัดของที่ใช้งานให้เป็นหมวดหมู่

ประโยชน์ที่ได้รับจากเรื่องสะดวก
ลดเวลาในการหยิบของมาใช้งาน  โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหา  ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในอดีต
ลดเวลาการทำงานในภาพรวม  โดยเฉพาะงานบริการ  จะทำให้ลูกค้าได้รับบริการรวดเร็วขึ้น
การตรวจสอบสิ่งของต่าง ๆ ง่ายขึ้น 
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 
ช่วยเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ / บริการ 
ช่วยขจัดโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ  ผู้ปฏิบัติงานมีความปลอดภัยมากขึ้น 
ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน  ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจของผู้ปฏิบัติงานและลูกค้า

สะอาด   :   เหตุผล  และขั้นตอนวิธีการ
เหตุผล  หากหน่วยงานไม่คำนึงถึงเรื่องความสะอาด  จะก่อผลเสียดังนี้ 
สภาพแวดล้อมหรือบรรยากาศในการทำงานไม่สดชื่น  แจ่มใส 
เครื่องมือ / เครื่องใช้  หรือวัสดุอุปกรณ์ในการทำงานเสื่อมสภาพหรือชำรุดบ่อย  ใช้งานไม่สะดวก 
เกิดการสูญเสียของวัสดุอุปกรณ์  รวมทั้งอาจเกิดผลเสียหายต่อสินค้า / บริการ 
โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ  หรือความไม่ปลอดภัยในการทำงานมีสูง

ขั้นตอนวิธีการดำเนินกิจกรรมสะอาด 
ควรทำความสะอาดบริเวณโดยรอบของสถานที่ทำงานก่อน  โดยใช้อุปกรณ์และวิธีการที่เหมาะสม 
กำหนดพื้นที่ให้แต่ละฝ่าย  แต่ละแผนกรับผิดชอบ  โดยกำหนดแนวเขตให้ชัดเจน  เพื่อความสะดวกในการมอบหมายและการตรวจสอบ(Audit)  ในภายหลัง
วิเคราะห์ปัญหาหรือค้นหาสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดความสกปรกหรือเกิดเศษขยะต่าง ๆ 
การปัดกวาดเช็ดถูควรดำเนินการให้ทั่วถึง  ไม่ละเว้นแม้กระทั้งจุดเล็ก ขอบ ซอก  หรือมุมอับต่าง ๆ

จุดที่ควรสนใจในเรื่องความสะอาด 
พื้น  ฝาผนัง  บริเวณมุมอับต่าง ๆ 
บนและใต้โต๊ะทำงาน  ชั้นวางของ  ตู้เอกสาร 
บริเวณเครื่องมือ  /  อุปกรณ์  และที่ตัวเครื่องมือ  /  อุปกรณ์  เช่น  เครื่องถ่ายเอกสาร  เครื่องคอมพิวเตอร์  ฯลฯ 
เพดานและมุมเพดานห้อง 
หลอดไฟ  และผาคลอบหลอดไป 
บริเวณสถานที่สูบบุหรี่ 
บริเวณที่ทิ้งขยะเปียก  ขยะแห้ง

ประโยชน์ที่ได้จากกิจกรรมสะอาด 
สภาพแวดล้อม  และบรรยากาศในการทำงานดีขึ้น  น่าอยู่น่าทำงาน  พนักงานมีความภูมิใจในสถานที่ทำงาน 
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ 
ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์  เครื่องคอมพิวเตอร์ให้ยาวนานมากขึ้น  และประหยัดงบประมาณบำรุงรักษา 
ลดอัตราของเสีย  สินค้า  /  บริการ  มีคุณภาพมากขึ้น

สุขลักษณะ  :  หลักเกณฑ์และวิธีการ
จะต้องรักษาสิ่งที่ดีมาแล้วทั้ง  3 ส  ให้ดีตลอดไปและแก้ไขปรับปรุงสถานที่ทำงานให้มีบรรยากาศน่าทำงานโดยกำหนดเป็นมาตรฐานของแต่ละ ส  กล่าวคือมาตรฐานกิจกรรม  สะสาง  สะดวก  และสะอาด  โดยลำดับวิธีปฏิบัติไว้อย่างชัดเจน

วิธีการดำเนินกิจกรรมสุขลักษณะ 
ข้อแนะนำในการฝึกปฏิบัติ 
ผู้บริหารระดับสูงตรวจสอบการทำกิจกรรม  5ส 
จัดให้มีการตรวจสอบ (Audit)  อย่างสม่ำเสมอ
จัดการแข่งขันการทำกิจกรรม  5ส  ระหว่างฝ่าย

สุขลักษณะ : จัดสถานที่ทำงานให้ผู้ปฏิบัติงานมีสุขภาพอนามัยที่ดีและ ปลอดภัย
ขจัดมลภาวะในสถานที่ทำงานที่มีผลต่อสุขภาพกายและใจ 
ขจัดสภาพที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ 
ปรับปรุงจัดสถานที่ทำงานให้มีบรรยากาศที่น่าทำงาน 
พนักงานปฏิบัติตามระเบียบในการแต่งกาย

ประโยชน์ที่ได้จากกิจกรรมสุขลักษณะ 
พนักงานมีสุขภาพดี  ทั้งร่างกายและจิตใจ 
เกิดความภาคภูมิใจในความมีชื่อเสียงของหน่วยงาน  ซึ่งเป็นผลมาจากการมีส่วนร่วมในการปรับปรุงของพนักงานทุกคน 
สถานที่ทำงานเป็นระเบียบ  สะอาด  น่าทำงาน 
มีความปลอดภัยในการทำงาน  พนักงานมีขวัญและกำลังใจ  มีสุขภาพจิตที่ดี

สร้างนิสัย  :  หลักการ
ปฏิบัติตามมาตรฐานของ  4ส  แรกให้ดีตลอดไป 
ให้ความรู้แก่พนักงานในด้านต่าง ๆ เพิ่มเติม 
สร้างจิตสำนึกให้พนักงานปฏิบัติตามมาตรฐานและระเบียบข้อบังคับของหน่วยงานในเรื่องต่าง ๆอย่างเคร่งครัด 
กำหนดวันทำกิจกรรม 5ส  เป็นประจำทุกวัน  เช่น”5 นาที กับ 5ส”  หรือทำเป็นประจำทุกสัปดาห์
ผู้บริหาร / หัวหน้างาน  ควรปฏิบัติเป็นตัวอย่างที่ดี  คอยกระตุ้นและติดตามการปฏิบัติอยู่เสมอ  โดยถือว่าการทำกิจกรรม 5ส  เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานประจำ

แนวทางเพื่อ  “สร้างนิสัย”
ทำ  5 นาที  5ส  ทุกวัน 
แต่ละคนต้องรับผิดชอบ  และรับผิดชอบร่วมกัน 
ฝึกการมีทัศนคติที่ดีในการทำงานเป็นทีม 
ทำความสะอาดร่วมกัน 
เก็บอุปกรณ์  เครื่องมือ  ให้เป็นระเบียบอยู่เสมอ 
มีการจัดการบริเวณพื้นที่ส่วนกลางที่ดี

ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม  5ส 
ขั้นที่ 1   :  ผู้บริหารสูงสุดประกาศ  “นโยบาย  5ส”
ขั้นที่ 2  :  แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ  5ส
ขั้นที่ 3  :  จัดการฝึกอบรม  และดูงาน
ขั้นที่ 4  :  แบ่งพื้นที่รับผิดชอบ  และกำหนดแผนดำเนินการ
ขั้นที่ 5  :  จัดกิจกรรมวันทำความสะอาดใหญ่
ขั้นที่ 6  :  กำหนดมาตรฐาน 5ส  ของหน่วยงาน
ขั้นที่ 7  :  ลงมือปฏิบัติกิจกรรม  5ส  และประเมินผลการปฏิบัติ
ขั้นที่ 8  :  ปรับปรุงมาตรฐานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ขั้นที่ 9  :  จัดให้มีการประกวด 5ส  ระหว่างหน่วยงานภายใน
ขั้นที่ 10 :  กำหนดเป้าหมายใหม่  เพื่อยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น

ผลที่ได้รับจากการทำกิจกรรม  5ส 
ที่ทำงานมีความสะอาด  เป็นระเบียบมากขึ้น 
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 
ช่วยในการบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ 
การปฏิบัติงานมีความสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น 
ทุกคนทั้งภายในและภายนอกหน่วยงานเห็นการปรับปรุงได้ชัดเจน 
ช่วยเสริมสร้างทัศนคติที่ดีให้แก่บุคลากรในหน่วยงาน

 
วุฒิพงศ์ วิเศษโคกกรวด [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 10:21
18
อ้างอิง

กิจกรรม 5 ส
กิจกรรม 5 ส เป็นปัจจัยพื้นฐานการบริหารคุณภาพ ที่จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในที่ทำงานให้เกิดบรรยากาศที่น่าทำงาน เกิดความสะอาดเรียบร้อยในสำนักงาน ถูกสุขลักษณะ ทำให้พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ สามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มความสามารถ สร้างทัศนคติที่ดีของพนักงานต่อหน่วยงาน กิจกรรม 5 ส เป็นกลยุทธ์อีกวิธีหนึ่งที่เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพ เป็น กิจกรรมที่ทำแล้วเห็นผลเร็วและชัดเจน นอกจากนั้นกิจกรรม 5 ส จะเป็นพื้นฐานในการนำวิธีการบริหารใหม่ๆ เข้ามาใช้ในอนาคตต่อไป
5 ส คืออะไร
กิจกรรม 5 ส เป็นแนวคิดการจัดระเบียบเรียบร้อยในที่ทำงานก่อให้เกิดสภาพการทำงานที่ดี ปลอดภัย มีระเบียบเรียบร้อย นำไปสู่การเพิ่มผลผลิต
สะสาง (SERI) คือ การแยกของที่ต้องการ ออกจากของที่ไม่ต้องการและขจัดของที่ไม่ต้องการทิ้งไป
สะดวก (SEITON) คือ การจัดวางสิ่งขอต่าง ๆ ในที่ทำงาน ให้เป็นระเบียบเพื่อความสะดวก และ ปลอดภัย
สะอาด (SEISO) คือ การทำความสะอาด เครื่องมือ อุปกรณ์ และสถานที่ทำงาน
สุขลักษณะ (SEIKETSU) คือ สภาพหมดจด สะอาดตา ถูกสุขลักษณะ และรักษาให้ดีตลอดไป
สร้างนิสัย (SHITSUKE) คือ การอบรม สร้างนิสัยในการปฏิบัติงานตามระเบียบวินัย ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด
ประโยชน์จากการทำกิจกรรม 5 ส
1.บุคลากรจะทำงานได้รวดเร็วขึ้น มีความถูกต้องในการทำงานมากขึ้น บรรยากาศและสภาพแวดล้อมดีขึ้น
2.เกิดความร่วมมือ ร่วมใจ จะเกิดขึ้น บุคลากรจะรักหน่วยงานมากขึ้น
3.บุคลากรจะมีระเบียบวินัยมากขึ้น ตระหนักถึงผลเสียของความไม่เป็นระเบียบในสถานที่ทำงาน ต่อการเพิ่มผลผลิต และถูกกระตุ้นให้ปรับปรุงระดับความสะอาดของสถานที่ทำงานให้ดีขึ้น
4.บุคลากรปฏิบัติตามกฏระเบียบ และคู่มือการปฏิบัติงานทำให้ความผิดพลาดและความเสี่ยงต่างๆ ลดลง
5.บุคลากรจะมีจิตสำนึกของการปรับปรุง ซึ่งจะนำไปสู่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน
6.เป็นการยืดอายุของเครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ เมื่อใช้อย่างระมัดระวังและดูแลรักษาที่ดี และการจัดเก็บอย่างถูกวิธีในที่ที่เหมาะสม
7.การไหลเวียนของวัสดุ และ work in process จะราบรื่นขึ้น
8.พื้นที่ทำงานมีระเบียบ มีที่ว่าง สะอาดตา สามารถสังเกตสิ่งผิดปกติต่างๆ ได้ง่าย
9.การใช้วัสดุคุ้มค่า ต้นทุนต่ำลง
10.สถานที่ทำงานสะอาด ปลอดภัยและเห็นปัญหาเรื่องคุณภาพอย่างชัดเจน
6.1 มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000
    6.1.1 ความหมายของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 
http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/Logo_ISO.jpg  http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/ISO.jpeg      http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/14iso1.jpeg
            กรมอาชีวศึกษา (2539 :13) กล่าวว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 หมายถึงมาตรฐานสากล
เกี่ยวกับระบบบริหารงานคุณภาพขั้นพื้นฐานที่ใช้เพื่อการบริหารหรือจัดการคุณภาพและการประกันคุณภาพ
โดยเน้นการสร้างคุณภาพภายในองค์กร ซึ่งจะเน้นองค์กรประเภทใดก็ได้ไม่จำกัดชนิดของสินค้าหรือบริการ
ไม่ระบุชนิดหรือขนาดของอุตสาหกรรมใดโดยเฉพาะ นำมาใช้โดยไม่มีขีดจำกัด
          สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) (2546 : 2/16) ได้นิยามความหมายระบบบริหารงาน
คุณภาพ (Quality Management System) หมายถึง ระบบที่มีการกำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์และการ
ดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดทิศทางและควบคุมองค์การในเรื่องคุณภาพ
          สรุป มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 คือมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นระบบบริหาร
ประกันคุณภาพขั้นพื้นฐานอันเกี่ยวกับการจัดการทางด้านคุณภาพและการประกันคุณภาพ โดยมีความมุ่งหมาย
ที่จะให้ระบบคุณภาพเท่าเทียมกันระหว่างองค์การต่าง ๆ และประเทศต่าง ๆ
ประวัติความเป็นมาของมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000
องค์กรสากลว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization : ISO) ซึ่ง
ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ก่อตั้งเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 (พ.ศ. 2490) ปัจจุบัน
มีสมาชิก 143 ประเทศ ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25 ประเทศร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน
มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสหประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การ
ชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล
จุดเริ่มแรกในการดำเนินระบบมาตรฐาน ISO 9000 คือ สถาบันมาตรฐานแห่งประเทศเยอรมนี 
(DIN) ในปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521) มีแนวคิดพื้นฐานคือ การนำระบบมาตรฐานของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน
มารวมให้เป็นมาตรฐานประเภทเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นซึ่งตรงกับหลักการ
ของ ISO ดังนั้นทาง ISO จึงได้ตั้งคณะกรรมการทางด้านเทคนิค (Technic Committee : ISO/TC/176) ขึ้นมา 
การจัดตั้งองค์กร ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือเกิดระบบมาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป
ISO เดิมใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในภาษากรีกแปลว่า ความสับสน (ไม่เป็นมงคล)
จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีกคือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ขององค์การ
ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมกัน (ทัดเทียมกัน) โดยมีภารกิจหลัก คือ
1. ให้การสนับสนุนพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อสนองต่อการค้าขายแลกเปลี่ยน
สินค้า และบริการของนานาชาติทั่วโลก
2. พัฒนาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของมวลมนุษย์
ชาติ
ผลงานที่เป็นรูปธรรมของ ISO คือ การกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล (Inter-
national Standard) ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้าน
เทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า
Technical Committee, ISO/TC Quality Assurance และ 
คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารงานคุณภาพเป็นสากล ต้นแบบ 
ของ ISOO 9000 นั้นมาจากมาตรฐานแห่งชาติของอังกฤษ คือ BS 5750 มาเป็นแนวทาง คือระบบบริหารงาน
คุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อ
กำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบคุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม
พาณิชยกรรม ธุรกิจการบริหารทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
ISO ประกอบด้วยสมาชิก 3 ประเภท คือ
1. Member Body เป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ ซึ่งหมายถึง เป็นตัวแทนทางด้านการมาตรฐาน
ของประเทศนั้น ๆ มีสิทธิออกเสียงในเรื่องของวิชาการ มีสิทธิเข้ารับการเลือกตั้งเป็นคณะมนตรี ISO และ
สามารถเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่
2. Correspondent Member เป็นหน่วยงานของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังไม่มีสถาบันมาตรฐาน
เป็นของตัวเอง สมาชิกประเภทนี้จะไม่เข้าร่วมในเรื่องของวิชาการ แต่มีสิทธิจะได้รับข่าวสารความเคลื่อนไหว
ของ ISO และเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ในฐานะผู้สังเกตการณ์
3. Subscribe Membership สมาชิกประเภทนี้ เปิดสำหรับกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจค่อนข้างเล็ก
ให้สามารถติดต่อกับ ISO ได้
          สำหรับประเทศไทยได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบในเรื่องมาตรฐานของประเทศ เรียกว่า
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) (Thai Industrial Standard Institute: TISI) สังกัดกระทรวง
อุตสาหกรรม เมื่อปี พ.ศ. 2511 หมายเลขโทรศัพท์ 02-248-1550 โทรสาร 02-246-4085, 246-4307 (สำหรับ
มาตรฐานที่ใช้ควบคุมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเรียกว่า มาตรฐานอุตสาหกรรม : มอก.) และ สมอ. ได้ประกาศ
ใช้อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 ในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2534 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 108
ตอนที่ 99 วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2534 โดยใช้ชื่อว่า อนุกรมมาตรฐานระบบคุณภาพ มอก. - ISO 9000 ในปี
พ.ศ. 2542
ภาพที่ 39 แสดงเครื่องหมายที่ใช้รับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดย สมอ.
http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/GeneralTis.jpg เครื่องหมายมาตรฐาน ทั่วไป

http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/TISOblige.jpg
เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ
http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/TISsave.jpg เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความปลอดภัย

http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/TISenviron.jpg
เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม
http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/TISemc.jpg
เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า
 
ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกส่วนมากให้การยอมรับมาตรฐาน ISO 9000 อย่างชัดเจน
แต่อย่างไรก็ตามได้มีการเรียกชื่อระบบคุณภาพที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ดังนี้
 ชื่อเรียก และอักษรย่อสำหรับมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 ของประเทศต่าง ๆ
ชื่อประเทศ ชื่อเรียกย่อ
1. มาตรฐานไอเอสโอ
2. ออสเตรเลีย
3. ออสเตรีย
4. เบลเยี่ยม
5. แคนาดา
6. เดนมาร์ก
7. ตลาดร่วมด้านเศรษฐกิจของยุโรป
8. ฟินแลนด์
9. ฝรั่งเศส
10. เยอรมัน
11. อินเดีย
12. ไอร์แลนด์
13. เนเธอร์แลนด์
14. นอร์เวย์
15. แอฟริกาใต้
16. สเปน
17. สวีเดน
18. สวิตเซอร์แลนด์
19. เครือจักรภพ
20. สหรัฐอเมริกา
21. ยูโกสลาเวีย
22. ญี่ปุ่น
23. สิงคโปร์
24. ไทย
25. จีน
1. ISO 9000
2. AS 3900
3. Norm ISO 9000
4. NBN X 50-002-1
5. DS/ISO 9000
6. DS/EN 29000
7. EN 29000
8. SFS-ISO 9000
9. NF S 50-121
10. DIN ISO 9000
11. IS 300
12. ISO 9000
13. NEN-ISO 9000
14. NS 5801
15. SABS 0157
16. UNE 66 900
17. SS 9000
18. SN-ISO>900
19. BS 5750
20. ANSI/ASQC Q90
21. JUS A.K.1.010
22. JISZ 9900 - 1991
23. SS 308.1998
24. TISI ISO 9000
25. GB/T 10300.1-88
 
สรุปประวัติความเป็นมาของ ISO
1. ISO ย่อมาจากคำว่า International Organization for Standardization (องค์การระหว่าง
ประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน) ซึ่งเป็นองค์การสากลที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดหรือปรับมาตรฐาน
นานาชาติเกือบทุกประเภท (ยกเว้นด้านไฟฟ้า ซึ่งเป็นหน้าที่ของ IEC) เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ในโลก
สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันได้

2. ISO เมื่อก่อนใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในทางภาษากรีกแปลออกมาแล้วไม่เป็น
มงคล จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีก คือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ของ
องค์กร ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมเทียมกัน

3. องค์การนี้เป็นองค์การนานาชาติที่ดำเนินกิจกรรม เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ชาติ ได้
ก่อตั้งเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 หรือ พ.ศ. 2490 ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25 
ประเทศ ร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสห-
ประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล 

4. การจัดตั้งองค์การ ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนด
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือเกิดระบบ
มาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

5. ปัจจุบันองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน หรือ ISO มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบด้วยสมาชิกจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกปัจจุบัน 143 ประเทศ โดยมีภารกิจ
หลักคือ
5.1 ให้การสนับสนุนและพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนองต่อการค้าขาย
แลกเปลี่ยนสินค้า และการบริการของนานาชาติทั่วโลก
5.2 พัฒนาความร่วมมือในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของ
มวลมนุษยชาติ
6. ผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมของ ISO คือการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล 
(International Standard) และได้มีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 ขึ้น
เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้านเทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง
เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า Technical Committee,
ISO/TC 176 on Quality Assurance
7. คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารคุณภาพเป็นสากลโดยการ
นำเอามาตรฐาน BS 5750 ของอังกฤษมาเป็นแนวทาง คือ ระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐาน
ของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อกำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบ
คุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ธุรกิจการ การ
บริหาร ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่
      6.1.2 ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000

           มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 หรือเรียกอย่างย่อว่าระบบคุณภาพ ISO 9000 ตาม
ความหมายที่กล่าวมาแล้วว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้เพื่อการบริหารหรือ
จัดการคุณภาพภายในองค์การ ซึ่งไม่จำกัดว่าเป็นองค์การธุรกิจ กิจการอุตสาหกรรมก็สามารถที่จะนำเอาระบบ
คุณภาพนี้ไปใช้ได้ ทั้งนี้ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะไม่รับประกันว่าผลิตภัณฑ์จะดีที่สุดหรือมีมาตรฐานที่สุด
แต่ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะประกันว่าการบริหารงานขององค์การนั้นมีคุณภาพทั่วทั้งองค์กร ซึ่งอาจจะเป็น
ผลกันว่าเมื่อมีการบริหารงานที่ดีมีคุณภาพ ย่อมจะส่งผลไปถึงความมีคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการด้วย
ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000 ดังนี้
1. เป็นการบริหารงานคุณภาพ เพื่อทำให้ลูกค้าพึงพอใจ โดยยึดหลักของคุณภาพที่มุ่งเน้นให้มี 
การจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) เป็นไปตาม
ความต้องการของลูกค้าตั้งแต่แรกที่ได้รับสินค้าหรือบริการตามข้อตกลง
2. เน้นการบริหารงานคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มขั้นตอนแรกจนขั้นตอนสุดท้ายในกระบวน
การผลิตของธุรกิจนั้น ๆ
3. เน้นการปฏิบัติที่เป็นระบบอย่างมีแบบแผน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น
4. สามารถตรวจสอบได้ง่าย โดยมีหลักฐานทางด้านเอกสารที่เก็บไว้ ซึ่งจะนำเอาสิ่งที่ปฏิบัติมา
จัดทำเป็นเอกสาร โดยจัดเป็นหมวดหมู่เพื่อให้นำไปใช้งานได้สะดวกและก่อให้เกิดประสิทธิภาพ
5. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่ทุกคนในองค์การมีส่วนร่วม
6. เป็นแนวทางการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์การ
7. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่นานาชาติยอมรับและใช้เป็นมาตรฐานของประเทศ
8. เป็นที่ยอมรับของลูกค้าชั้นนำ เช่น ประเทศในกลุ่มทวีปยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา และเป็น
เงื่อนไขของกลุ่มประเทศภายใต้การตกลงว่าด้วยสิทธิการปกป้องอัตราภาษีศุลกากรระหว่างประเทศ (General
Agreement on Tax and Tariff; GATT) ที่กำหนดให้ประเทศคู่แข่งขันทางการค้าใช้เป็นมาตรฐานสากลให้
การยอมรับซึ่งกันและกันสำหรับการทดสอบและการรับรอง
9. ระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นการรับรองในระบบคุณภาพขององค์การ ไม่ใช่เป็นการรับรอง
ตัวผลิตภัณฑ์เหมือนกับมาตรฐานสินค้าอื่น ๆ
10. ต้องมีหน่วยงานที่ 3 (third party) ที่ได้รับการรับรองจากองค์การมาตรฐานสากลระหว่าง
ประเทศ (ISO) มาทำการตรวจสอบเพื่อให้การรับรอง เมื่อผ่านการรับรองแล้วจะต้องได้รับการตรวจซ้ำอีก
อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ตลอดระยะเวลาของการรับรอง 3 ปี เมื่อครบกำหนด 3 ปี แล้วจะต้องมีการตรวจ
ประเมินใหม่ทั้งหมด
โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000
โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 มีดังนี้
1. มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของมาตรฐาน และเปลี่ยนแปลงแนวคิดเพื่อให้ตรงตามความ 
พึงพอใจของลูกค้า
2. ประเพณีที่เคยปฏิบัติมาที่เป็นข้อกำหนดทั้ง 20 ข้อของมาตรฐานในปี 1994 ถูกเปลี่ยนให้เป็น
แนวคิดในการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ (Process Approach)
3. โครงสร้างพื้นฐานของกระบวนการจะถูกทำให้สอดคล้องตรงกับแนวคิดเรื่องวงจรการพัฒนา
ระบบอย่างต่อเนื่อง Plan-Do-Check-Act (P-D-C-A) เปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้สอดคล้องรับกับมาตรฐาน
ISO 14000:1996 และ OHSAS 18000:1999
4. ใช้หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการเป็นเครื่องมือช่วยในการทำให้การบริหารงาน
ระบบคุณภาพประสบความสำเร็จ
          ISO 9000 : 2000 มุ่งส่งเสริมให้มีการนำการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ
สำหรับการจัดทำระบบบริหารคุณภาพ การนำระบบบริหารคุณภาพไปประยุกต์ใช้ และการปรับปรุง
ประสิทธิผลของระบบบริหารขององค์การ ทั้งนี้ก็เพื่อให้องค์การสามารถเสริมสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า
ของตนด้านการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า
          ในการที่องค์การใดจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องกำหนดและบริหาร
ควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบภายในองค์การนั้น อาจกล่าวได้ว่ากิจกรรม
ใด ๆ ก็ตามที่มีการใช้ทรัพยากร และมีการจัดการเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปัจจัยป้อนเข้า (Inputs) ให้
กลายเป็นผลผลิต (Outputs) กิจกรรมนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการ (Process) บ่อยครั้งที่ผลผลิตของ
กระบวนการหนึ่งจะกลายเป็นปัจจัยป้อนเข้าให้กับกระบวนการหนึ่งที่อยู่ถัดไป

          การประยุกต์ใช้ระบบจะประกอบขึ้นด้วยกระบวนการต่าง ๆ ที่อยู่ภายในองค์การ โดยมีการระบุ
ถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ (Interactions) รวมถึงการบริหารจัดการกระบวนการเหล่านั้นด้วย การ
ดำเนินการเช่นว่านี้อาจเรียกได้ว่าการบริหารโดยมองเป็นกระบวนการ (Process approach)

          คุณประโยชน์ประการหนึ่งของการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ คือ การ
เอื้ออำนวยให้องค์การสามารถดำเนินการควบคุมการเชื่อมโยงระหว่างแต่ละกระบวนการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
กระบวนการ และการผนวกร่วมกันของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบบริหารคุณภาพ จะทำให้มีการ
เน้นถึงความสำคัญของ
1. การทำความเข้าใจและการตอบสนองต่อข้อกำหนด
2. ความจำเป็นในการพิจารณาถึงกระบวนการ ในแง่ของการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value)
3. การให้ได้มาซึ่งผลการดำเนินการของกระบวนการและประสิทธิผลของกระบวนการ
4. การปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยข้อมูลจากการตรวจวัดอย่างเป็นระบบ
          หลักการทางระบบ ISO 9000 : 2000 คือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และมองเป็นกระบวนการ
ซึ่งสามารถอธิบายเป็นแผนภูมิได้ ดังนี้
http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/pic40.jpg
ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนา, 2546 : 1-7
          จากภาพ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าลูกค้าขององค์การ มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการกำหนดหรือ
ระบุชี้ความต้องการของลูกค้าให้เป็นปัจจัยป้อนเข้าของระบบการจัดการในองค์การ การเฝ้าติดตาม (Monitor-
ing) ถึงความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction) ภายหลังจากองค์การได้ส่งมอบผลผลิตขององค์การ
ไปแล้ว การเฝ้าติดตามวัดความพึงพอใจของลูกค้านั้น เพื่อให้ทราบว่าบรรดาข้อกำหนดของลูกค้าได้รับการ
ตอบสนองโดยครบถ้วนแล้วหรือไม่
          หลักการที่ระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000:2000 นำมาใช้คือหลักการพัฒนาออย่างต่อเนื่อง คือ
          Plan : ทำการกำหนด หรือระบุชี้ วัตถุประสงค์และกระบวนการที่จำเป็นต่อการส่งมอบ
ผลิตภัณฑ์บริการที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของลูกค้า และนโยบายขององค์กรเอง
          Do : นำกระบวนการที่กำหนดชัดเจนแล้วไปปฏิบัติให้เกิดผล
          Check : ติดตามตารางและจัดกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ โดยเปรียบเทียบกับนโยบายวัตถุประสงค์
ของผลิตภัณฑ์
          Action : ปฏิบัติการต่าง ๆ แล้วปรับปรุงผลการดำเนินงานของกระบวนการให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 
มาตรฐาน หัวข้อ
ISO 9000 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : หลักการพื้นฐานและคำศัพท์
ISO 9001 : 2000 ระบบบริหารคุณภาพ : ข้อกำหนด
ISO 9004 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : แนวทางสำหรับปรับปรุงสมรรถนะ
          อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000:2000 มี 2 ฉบับ คือ ISO 9001 และ ISO 9004 ซึ่งทั้ง 2 ฉบับเป็น
มาตรฐานซึ่งสอดรับกัน (Consistent Pair) หรือจะแยกกันก็ได้ และถึงแม้ว่ามาตรฐานทั้งสองจะมีขอบข่าย
ที่แตกต่างกัน แต่มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับ มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันอาจเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่าง
มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับได้ดังนี้
          มาตรฐาน ISO 9001 ได้วางข้อกำหนดสำหรับองค์การ เพื่อการจัดทำระบบบริหารคุณภาพสำหรับ
ประยุกต์ใช้ภายในองค์การของงาน และการออกใบรับรอง หรือเพื่อวัตถุประสงค์ภายใต้ข้อตกลงหรือสัญญา
ระหว่างองค์กรกับลูกค้า มาตรฐานฉบับนี้มุ่งเน้นที่ความมีประสิทธิผลของระบบบริหารคุณภาพขององค์กร
ในการบรรลุถึงข้อกำหนดของลูกค้า
         มาตรฐาน ISO 9004 ให้แนวทางของระบบบริหารคุณภาพที่มีขอบเขตกว้างขวางกว่าที่กำหนด
ไว้ใน ISO 9001 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงผลการดำเนินงานโดยรวม ขององค์การอย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมถึงด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย มีความประสงค์จะพัฒนาองค์กรของงานให้ก้าวไปเกินกว่าระดับที่กำหนดใช้ใน มาตรฐาน ISO 9001 โดยเฉพาะในด้านการปรับปรุงผลประกอบการขององค์กรอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามมาตรฐาน ISO 9004 ไม่มีวัตถุประสงค์ให้ใช้หรือการขอการรับรอง(Certification) หรือเพื่อประกอบในการทำสัญญากับลูกค้า
          ISO 9000:2000 ไม่มีข้อกำหนดที่จำเพาะเจาะจงในหัวข้อการบริหารจัดการในระบบอื่น ๆ เช่น
ระบบบริหารสิ่งแวดล้อม (Environmental Management) ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยและอาชีว-
อนามัย (Occupational Health and Safety Management) หรือระบบการบริหารการเงิน (Financial Manage-
ment) หรือแม้กระทั่งการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) อย่างไรก็ตามมาตรฐานฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้องค์การผู้นำมาตรฐานนี้ไปใช้ สามารถเลือกที่จะปรับ (Align) หรือผนวกรวม (Integrate) ระบบบริหาร
คุณภาพให้สอดรับกับระบบการบริหารอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วในองค์กร แต่ในบางกรณีองค์กรอาจปรับเปลี่ยน
ระบบการบริหารงานของตนเพื่อเอื้ออำนวยให้สามารถจัดทำระบบบริหารงานคุณภาพที่สอดรับกับข้อกำหนด
ในมาตรฐานฉบับนี้ก็ได้
     หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการ
          หลักการที่ 1 : องค์กรที่ให้ความสำคัญแก่ลูกค้า (Customer Focused Organization)
          'องค์กรต้องพึ่งพิงลูกค้าเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าทั้ง
ในส่วนปัจจุบันและอนาคต และทำให้บรรลุความต้องการเหล่านั้น รวมถึงการพยายามที่จะทำให้ได้เกินความ
คาดหวังของลูกค้า'
          'Organizations depend their customers and therefore should understand current and future
customer needs, should meet customer requirements and strive to exceed customer expectations.'
     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน
1. เข้าใจความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้า
2. กำหนดเป้าหมายและองค์กรให้สัมพันธ์กับความต้องการและคาดหวังของลูกค้า
3. สื่อความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้าให้เป็นที่เข้าใจทั่วถึงทั้งองค์กรวัดความพึงพอใจ
ของลูกค้า
4. สร้างสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเป็นระบบ 
5. คำนึงถึงความสมดุลในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ
     ประโยชน์ที่ได้
1. มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วในการตอบสนองตลาด ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดและรายได้
เพิ่มขึ้น
2. เพิ่มความภักดีของลูกค้า และการแนะนำต่อ
3. ทำให้การใช้ทรัพยากรเพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
      หลักการที่ 2 : ความเป็นผู้นำ (Leadership)

          'ผู้นำเป็นผู้กำหนดความเป็นเอกภาพของวัตถุประสงค์และทิศทางขององค์กร ผู้นำต้องเป็นผู้
สร้างและธำรงไว้ซึ่งปัจจัยเกื้อหนุนภายในที่สนับสนุนให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและส่งเสริมการบรรลุ
วัตถุประสงค์ขององค์กรได้'

          'Leaders establish unity of purpose and direction of the organization. They should create and
maintain the internal environment in which people can become fully involved in achieving the organization's
objectives

      การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน
1. พิจารณาความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
2. กำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนขององค์กร
3. กำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย
4. สร้างและรักษาคุณค่า ความเสมอภาค และจรรยาบรรณร่วมกัน ให้มีในทุกระดับขององค์กร 
5. สร้างความไว้วางใจและขจัดความหวาดกลัว
6. จัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น
7. ให้การฝึกอบรม
8. ให้อิสระในการปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบ 
9. สร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุน และให้การยอมรับต่อการมีส่วนร่วมของบุคลากร
     ประโยชน์ที่ได้
1. ทำให้บุคลากรเข้าใจและเกิดแรงจูงใจเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขององค์กร
2. มีการประเมินผลของกิจกรรมต่าง ๆ ปรับ และนำไปปฏิบัติ เพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกัน
3. ลดความผิดพลาดในการสื่อความ ระหว่างบุคลากรในระดับต่าง ๆ
     หลักการที่ 3 : การมีส่วนร่วมของบุคลากร (Involvement of people)

          'พนักงานทุกระดับถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรและการให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และเต็ม
ความสามารถของพนักงานทุกคน ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่องค์กร'
          'People at all levels are the essence of an organization and their full involvement enables their
abilities to be used for the organization&
 
พิษณุชิตสระน้อย [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 10:29
19
อ้างอิง

กิจกรรม 5 ส
กิจกรรม 5 ส เป็นปัจจัยพื้นฐานการบริหารคุณภาพ ที่จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในที่ทำงานให้เกิดบรรยากาศที่น่าทำงาน เกิดความสะอาดเรียบร้อยในสำนักงาน ถูกสุขลักษณะ ทำให้พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ สามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มความสามารถ สร้างทัศนคติที่ดีของพนักงานต่อหน่วยงาน กิจกรรม 5 ส เป็นกลยุทธ์อีกวิธีหนึ่งที่เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพ เป็น กิจกรรมที่ทำแล้วเห็นผลเร็วและชัดเจน นอกจากนั้นกิจกรรม 5 ส จะเป็นพื้นฐานในการนำวิธีการบริหารใหม่ๆ เข้ามาใช้ในอนาคตต่อไป
5 ส คืออะไร
กิจกรรม 5 ส เป็นแนวคิดการจัดระเบียบเรียบร้อยในที่ทำงานก่อให้เกิดสภาพการทำงานที่ดี ปลอดภัย มีระเบียบเรียบร้อย นำไปสู่การเพิ่มผลผลิต
สะสาง (SERI) คือ การแยกของที่ต้องการ ออกจากของที่ไม่ต้องการและขจัดของที่ไม่ต้องการทิ้งไป
สะดวก (SEITON) คือ การจัดวางสิ่งขอต่าง ๆ ในที่ทำงาน ให้เป็นระเบียบเพื่อความสะดวก และ ปลอดภัย
สะอาด (SEISO) คือ การทำความสะอาด เครื่องมือ อุปกรณ์ และสถานที่ทำงาน
สุขลักษณะ (SEIKETSU) คือ สภาพหมดจด สะอาดตา ถูกสุขลักษณะ และรักษาให้ดีตลอดไป
สร้างนิสัย (SHITSUKE) คือ การอบรม สร้างนิสัยในการปฏิบัติงานตามระเบียบวินัย ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด
ประโยชน์จากการทำกิจกรรม 5 ส
1.บุคลากรจะทำงานได้รวดเร็วขึ้น มีความถูกต้องในการทำงานมากขึ้น บรรยากาศและสภาพแวดล้อมดีขึ้น
2.เกิดความร่วมมือ ร่วมใจ จะเกิดขึ้น บุคลากรจะรักหน่วยงานมากขึ้น
3.บุคลากรจะมีระเบียบวินัยมากขึ้น ตระหนักถึงผลเสียของความไม่เป็นระเบียบในสถานที่ทำงาน ต่อการเพิ่มผลผลิต และถูกกระตุ้นให้ปรับปรุงระดับความสะอาดของสถานที่ทำงานให้ดีขึ้น
4.บุคลากรปฏิบัติตามกฏระเบียบ และคู่มือการปฏิบัติงานทำให้ความผิดพลาดและความเสี่ยงต่างๆ ลดลง
5.บุคลากรจะมีจิตสำนึกของการปรับปรุง ซึ่งจะนำไปสู่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน
6.เป็นการยืดอายุของเครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ เมื่อใช้อย่างระมัดระวังและดูแลรักษาที่ดี และการจัดเก็บอย่างถูกวิธีในที่ที่เหมาะสม
7.การไหลเวียนของวัสดุ และ work in process จะราบรื่นขึ้น
8.พื้นที่ทำงานมีระเบียบ มีที่ว่าง สะอาดตา สามารถสังเกตสิ่งผิดปกติต่างๆ ได้ง่าย
9.การใช้วัสดุคุ้มค่า ต้นทุนต่ำลง
10.สถานที่ทำงานสะอาด ปลอดภัยและเห็นปัญหาเรื่องคุณภาพอย่างชัดเจน
6.1 มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000
    6.1.1 ความหมายของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 
http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/Logo_ISO.jpg  http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/ISO.jpeg      http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/14iso1.jpeg
            กรมอาชีวศึกษา (2539 :13) กล่าวว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 หมายถึงมาตรฐานสากล
เกี่ยวกับระบบบริหารงานคุณภาพขั้นพื้นฐานที่ใช้เพื่อการบริหารหรือจัดการคุณภาพและการประกันคุณภาพ
โดยเน้นการสร้างคุณภาพภายในองค์กร ซึ่งจะเน้นองค์กรประเภทใดก็ได้ไม่จำกัดชนิดของสินค้าหรือบริการ
ไม่ระบุชนิดหรือขนาดของอุตสาหกรรมใดโดยเฉพาะ นำมาใช้โดยไม่มีขีดจำกัด
          สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) (2546 : 2/16) ได้นิยามความหมายระบบบริหารงาน
คุณภาพ (Quality Management System) หมายถึง ระบบที่มีการกำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์และการ
ดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดทิศทางและควบคุมองค์การในเรื่องคุณภาพ
          สรุป มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 คือมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นระบบบริหาร
ประกันคุณภาพขั้นพื้นฐานอันเกี่ยวกับการจัดการทางด้านคุณภาพและการประกันคุณภาพ โดยมีความมุ่งหมาย
ที่จะให้ระบบคุณภาพเท่าเทียมกันระหว่างองค์การต่าง ๆ และประเทศต่าง ๆ
ประวัติความเป็นมาของมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000
องค์กรสากลว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization : ISO) ซึ่ง
ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ก่อตั้งเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 (พ.ศ. 2490) ปัจจุบัน
มีสมาชิก 143 ประเทศ ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25 ประเทศร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน
มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสหประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การ
ชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล
จุดเริ่มแรกในการดำเนินระบบมาตรฐาน ISO 9000 คือ สถาบันมาตรฐานแห่งประเทศเยอรมนี 
(DIN) ในปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521) มีแนวคิดพื้นฐานคือ การนำระบบมาตรฐานของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน
มารวมให้เป็นมาตรฐานประเภทเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นซึ่งตรงกับหลักการ
ของ ISO ดังนั้นทาง ISO จึงได้ตั้งคณะกรรมการทางด้านเทคนิค (Technic Committee : ISO/TC/176) ขึ้นมา 
การจัดตั้งองค์กร ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือเกิดระบบมาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป
ISO เดิมใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในภาษากรีกแปลว่า ความสับสน (ไม่เป็นมงคล)
จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีกคือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ขององค์การ
ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมกัน (ทัดเทียมกัน) โดยมีภารกิจหลัก คือ
1. ให้การสนับสนุนพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อสนองต่อการค้าขายแลกเปลี่ยน
สินค้า และบริการของนานาชาติทั่วโลก
2. พัฒนาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของมวลมนุษย์
ชาติ
ผลงานที่เป็นรูปธรรมของ ISO คือ การกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล (Inter-
national Standard) ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้าน
เทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า
Technical Committee, ISO/TC Quality Assurance และ 
คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารงานคุณภาพเป็นสากล ต้นแบบ 
ของ ISOO 9000 นั้นมาจากมาตรฐานแห่งชาติของอังกฤษ คือ BS 5750 มาเป็นแนวทาง คือระบบบริหารงาน
คุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อ
กำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบคุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม
พาณิชยกรรม ธุรกิจการบริหารทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
ISO ประกอบด้วยสมาชิก 3 ประเภท คือ
1. Member Body เป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ ซึ่งหมายถึง เป็นตัวแทนทางด้านการมาตรฐาน
ของประเทศนั้น ๆ มีสิทธิออกเสียงในเรื่องของวิชาการ มีสิทธิเข้ารับการเลือกตั้งเป็นคณะมนตรี ISO และ
สามารถเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่
2. Correspondent Member เป็นหน่วยงานของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังไม่มีสถาบันมาตรฐาน
เป็นของตัวเอง สมาชิกประเภทนี้จะไม่เข้าร่วมในเรื่องของวิชาการ แต่มีสิทธิจะได้รับข่าวสารความเคลื่อนไหว
ของ ISO และเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ในฐานะผู้สังเกตการณ์
3. Subscribe Membership สมาชิกประเภทนี้ เปิดสำหรับกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจค่อนข้างเล็ก
ให้สามารถติดต่อกับ ISO ได้
          สำหรับประเทศไทยได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบในเรื่องมาตรฐานของประเทศ เรียกว่า
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) (Thai Industrial Standard Institute: TISI) สังกัดกระทรวง
อุตสาหกรรม เมื่อปี พ.ศ. 2511 หมายเลขโทรศัพท์ 02-248-1550 โทรสาร 02-246-4085, 246-4307 (สำหรับ
มาตรฐานที่ใช้ควบคุมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเรียกว่า มาตรฐานอุตสาหกรรม : มอก.) และ สมอ. ได้ประกาศ
ใช้อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 ในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2534 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 108
ตอนที่ 99 วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2534 โดยใช้ชื่อว่า อนุกรมมาตรฐานระบบคุณภาพ มอก. - ISO 9000 ในปี
พ.ศ. 2542
ภาพที่ 39 แสดงเครื่องหมายที่ใช้รับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดย สมอ.
http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/GeneralTis.jpg เครื่องหมายมาตรฐาน ทั่วไป

http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/TISOblige.jpg
เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ
http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/TISsave.jpg เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความปลอดภัย

http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/TISenviron.jpg
เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม
http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/TISemc.jpg
เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า
 
ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกส่วนมากให้การยอมรับมาตรฐาน ISO 9000 อย่างชัดเจน
แต่อย่างไรก็ตามได้มีการเรียกชื่อระบบคุณภาพที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ดังนี้
 ชื่อเรียก และอักษรย่อสำหรับมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 ของประเทศต่าง ๆ
ชื่อประเทศ ชื่อเรียกย่อ
1. มาตรฐานไอเอสโอ
2. ออสเตรเลีย
3. ออสเตรีย
4. เบลเยี่ยม
5. แคนาดา
6. เดนมาร์ก
7. ตลาดร่วมด้านเศรษฐกิจของยุโรป
8. ฟินแลนด์
9. ฝรั่งเศส
10. เยอรมัน
11. อินเดีย
12. ไอร์แลนด์
13. เนเธอร์แลนด์
14. นอร์เวย์
15. แอฟริกาใต้
16. สเปน
17. สวีเดน
18. สวิตเซอร์แลนด์
19. เครือจักรภพ
20. สหรัฐอเมริกา
21. ยูโกสลาเวีย
22. ญี่ปุ่น
23. สิงคโปร์
24. ไทย
25. จีน
1. ISO 9000
2. AS 3900
3. Norm ISO 9000
4. NBN X 50-002-1
5. DS/ISO 9000
6. DS/EN 29000
7. EN 29000
8. SFS-ISO 9000
9. NF S 50-121
10. DIN ISO 9000
11. IS 300
12. ISO 9000
13. NEN-ISO 9000
14. NS 5801
15. SABS 0157
16. UNE 66 900
17. SS 9000
18. SN-ISO>900
19. BS 5750
20. ANSI/ASQC Q90
21. JUS A.K.1.010
22. JISZ 9900 - 1991
23. SS 308.1998
24. TISI ISO 9000
25. GB/T 10300.1-88
 
สรุปประวัติความเป็นมาของ ISO
1. ISO ย่อมาจากคำว่า International Organization for Standardization (องค์การระหว่าง
ประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน) ซึ่งเป็นองค์การสากลที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดหรือปรับมาตรฐาน
นานาชาติเกือบทุกประเภท (ยกเว้นด้านไฟฟ้า ซึ่งเป็นหน้าที่ของ IEC) เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ในโลก
สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันได้

2. ISO เมื่อก่อนใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในทางภาษากรีกแปลออกมาแล้วไม่เป็น
มงคล จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีก คือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ของ
องค์กร ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมเทียมกัน

3. องค์การนี้เป็นองค์การนานาชาติที่ดำเนินกิจกรรม เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ชาติ ได้
ก่อตั้งเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 หรือ พ.ศ. 2490 ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25 
ประเทศ ร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสห-
ประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล 

4. การจัดตั้งองค์การ ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนด
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือเกิดระบบ
มาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

5. ปัจจุบันองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน หรือ ISO มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบด้วยสมาชิกจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกปัจจุบัน 143 ประเทศ โดยมีภารกิจ
หลักคือ
5.1 ให้การสนับสนุนและพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนองต่อการค้าขาย
แลกเปลี่ยนสินค้า และการบริการของนานาชาติทั่วโลก
5.2 พัฒนาความร่วมมือในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของ
มวลมนุษยชาติ
6. ผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมของ ISO คือการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล 
(International Standard) และได้มีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 ขึ้น
เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้านเทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง
เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า Technical Committee,
ISO/TC 176 on Quality Assurance
7. คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารคุณภาพเป็นสากลโดยการ
นำเอามาตรฐาน BS 5750 ของอังกฤษมาเป็นแนวทาง คือ ระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐาน
ของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อกำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบ
คุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ธุรกิจการ การ
บริหาร ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่
      6.1.2 ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000

           มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 หรือเรียกอย่างย่อว่าระบบคุณภาพ ISO 9000 ตาม
ความหมายที่กล่าวมาแล้วว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้เพื่อการบริหารหรือ
จัดการคุณภาพภายในองค์การ ซึ่งไม่จำกัดว่าเป็นองค์การธุรกิจ กิจการอุตสาหกรรมก็สามารถที่จะนำเอาระบบ
คุณภาพนี้ไปใช้ได้ ทั้งนี้ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะไม่รับประกันว่าผลิตภัณฑ์จะดีที่สุดหรือมีมาตรฐานที่สุด
แต่ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะประกันว่าการบริหารงานขององค์การนั้นมีคุณภาพทั่วทั้งองค์กร ซึ่งอาจจะเป็น
ผลกันว่าเมื่อมีการบริหารงานที่ดีมีคุณภาพ ย่อมจะส่งผลไปถึงความมีคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการด้วย
ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000 ดังนี้
1. เป็นการบริหารงานคุณภาพ เพื่อทำให้ลูกค้าพึงพอใจ โดยยึดหลักของคุณภาพที่มุ่งเน้นให้มี 
การจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) เป็นไปตาม
ความต้องการของลูกค้าตั้งแต่แรกที่ได้รับสินค้าหรือบริการตามข้อตกลง
2. เน้นการบริหารงานคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มขั้นตอนแรกจนขั้นตอนสุดท้ายในกระบวน
การผลิตของธุรกิจนั้น ๆ
3. เน้นการปฏิบัติที่เป็นระบบอย่างมีแบบแผน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น
4. สามารถตรวจสอบได้ง่าย โดยมีหลักฐานทางด้านเอกสารที่เก็บไว้ ซึ่งจะนำเอาสิ่งที่ปฏิบัติมา
จัดทำเป็นเอกสาร โดยจัดเป็นหมวดหมู่เพื่อให้นำไปใช้งานได้สะดวกและก่อให้เกิดประสิทธิภาพ
5. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่ทุกคนในองค์การมีส่วนร่วม
6. เป็นแนวทางการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์การ
7. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่นานาชาติยอมรับและใช้เป็นมาตรฐานของประเทศ
8. เป็นที่ยอมรับของลูกค้าชั้นนำ เช่น ประเทศในกลุ่มทวีปยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา และเป็น
เงื่อนไขของกลุ่มประเทศภายใต้การตกลงว่าด้วยสิทธิการปกป้องอัตราภาษีศุลกากรระหว่างประเทศ (General
Agreement on Tax and Tariff; GATT) ที่กำหนดให้ประเทศคู่แข่งขันทางการค้าใช้เป็นมาตรฐานสากลให้
การยอมรับซึ่งกันและกันสำหรับการทดสอบและการรับรอง
9. ระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นการรับรองในระบบคุณภาพขององค์การ ไม่ใช่เป็นการรับรอง
ตัวผลิตภัณฑ์เหมือนกับมาตรฐานสินค้าอื่น ๆ
10. ต้องมีหน่วยงานที่ 3 (third party) ที่ได้รับการรับรองจากองค์การมาตรฐานสากลระหว่าง
ประเทศ (ISO) มาทำการตรวจสอบเพื่อให้การรับรอง เมื่อผ่านการรับรองแล้วจะต้องได้รับการตรวจซ้ำอีก
อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ตลอดระยะเวลาของการรับรอง 3 ปี เมื่อครบกำหนด 3 ปี แล้วจะต้องมีการตรวจ
ประเมินใหม่ทั้งหมด
โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000
โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 มีดังนี้
1. มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของมาตรฐาน และเปลี่ยนแปลงแนวคิดเพื่อให้ตรงตามความ 
พึงพอใจของลูกค้า
2. ประเพณีที่เคยปฏิบัติมาที่เป็นข้อกำหนดทั้ง 20 ข้อของมาตรฐานในปี 1994 ถูกเปลี่ยนให้เป็น
แนวคิดในการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ (Process Approach)
3. โครงสร้างพื้นฐานของกระบวนการจะถูกทำให้สอดคล้องตรงกับแนวคิดเรื่องวงจรการพัฒนา
ระบบอย่างต่อเนื่อง Plan-Do-Check-Act (P-D-C-A) เปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้สอดคล้องรับกับมาตรฐาน
ISO 14000:1996 และ OHSAS 18000:1999
4. ใช้หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการเป็นเครื่องมือช่วยในการทำให้การบริหารงาน
ระบบคุณภาพประสบความสำเร็จ
          ISO 9000 : 2000 มุ่งส่งเสริมให้มีการนำการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ
สำหรับการจัดทำระบบบริหารคุณภาพ การนำระบบบริหารคุณภาพไปประยุกต์ใช้ และการปรับปรุง
ประสิทธิผลของระบบบริหารขององค์การ ทั้งนี้ก็เพื่อให้องค์การสามารถเสริมสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า
ของตนด้านการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า
          ในการที่องค์การใดจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องกำหนดและบริหาร
ควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบภายในองค์การนั้น อาจกล่าวได้ว่ากิจกรรม
ใด ๆ ก็ตามที่มีการใช้ทรัพยากร และมีการจัดการเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปัจจัยป้อนเข้า (Inputs) ให้
กลายเป็นผลผลิต (Outputs) กิจกรรมนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการ (Process) บ่อยครั้งที่ผลผลิตของ
กระบวนการหนึ่งจะกลายเป็นปัจจัยป้อนเข้าให้กับกระบวนการหนึ่งที่อยู่ถัดไป

          การประยุกต์ใช้ระบบจะประกอบขึ้นด้วยกระบวนการต่าง ๆ ที่อยู่ภายในองค์การ โดยมีการระบุ
ถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ (Interactions) รวมถึงการบริหารจัดการกระบวนการเหล่านั้นด้วย การ
ดำเนินการเช่นว่านี้อาจเรียกได้ว่าการบริหารโดยมองเป็นกระบวนการ (Process approach)

          คุณประโยชน์ประการหนึ่งของการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ คือ การ
เอื้ออำนวยให้องค์การสามารถดำเนินการควบคุมการเชื่อมโยงระหว่างแต่ละกระบวนการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
กระบวนการ และการผนวกร่วมกันของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบบริหารคุณภาพ จะทำให้มีการ
เน้นถึงความสำคัญของ
1. การทำความเข้าใจและการตอบสนองต่อข้อกำหนด
2. ความจำเป็นในการพิจารณาถึงกระบวนการ ในแง่ของการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value)
3. การให้ได้มาซึ่งผลการดำเนินการของกระบวนการและประสิทธิผลของกระบวนการ
4. การปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยข้อมูลจากการตรวจวัดอย่างเป็นระบบ
          หลักการทางระบบ ISO 9000 : 2000 คือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และมองเป็นกระบวนการ
ซึ่งสามารถอธิบายเป็นแผนภูมิได้ ดังนี้
http://uhost.rmutp.ac.th/tasanee.p/Unit%206/pic40.jpg
ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนา, 2546 : 1-7
          จากภาพ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าลูกค้าขององค์การ มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการกำหนดหรือ
ระบุชี้ความต้องการของลูกค้าให้เป็นปัจจัยป้อนเข้าของระบบการจัดการในองค์การ การเฝ้าติดตาม (Monitor-
ing) ถึงความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction) ภายหลังจากองค์การได้ส่งมอบผลผลิตขององค์การ
ไปแล้ว การเฝ้าติดตามวัดความพึงพอใจของลูกค้านั้น เพื่อให้ทราบว่าบรรดาข้อกำหนดของลูกค้าได้รับการ
ตอบสนองโดยครบถ้วนแล้วหรือไม่
          หลักการที่ระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000:2000 นำมาใช้คือหลักการพัฒนาออย่างต่อเนื่อง คือ
          Plan : ทำการกำหนด หรือระบุชี้ วัตถุประสงค์และกระบวนการที่จำเป็นต่อการส่งมอบ
ผลิตภัณฑ์บริการที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของลูกค้า และนโยบายขององค์กรเอง
          Do : นำกระบวนการที่กำหนดชัดเจนแล้วไปปฏิบัติให้เกิดผล
          Check : ติดตามตารางและจัดกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ โดยเปรียบเทียบกับนโยบายวัตถุประสงค์
ของผลิตภัณฑ์
          Action : ปฏิบัติการต่าง ๆ แล้วปรับปรุงผลการดำเนินงานของกระบวนการให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 
มาตรฐาน หัวข้อ
ISO 9000 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : หลักการพื้นฐานและคำศัพท์
ISO 9001 : 2000 ระบบบริหารคุณภาพ : ข้อกำหนด
ISO 9004 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : แนวทางสำหรับปรับปรุงสมรรถนะ
          อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000:2000 มี 2 ฉบับ คือ ISO 9001 และ ISO 9004 ซึ่งทั้ง 2 ฉบับเป็น
มาตรฐานซึ่งสอดรับกัน (Consistent Pair) หรือจะแยกกันก็ได้ และถึงแม้ว่ามาตรฐานทั้งสองจะมีขอบข่าย
ที่แตกต่างกัน แต่มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับ มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันอาจเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่าง
มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับได้ดังนี้
          มาตรฐาน ISO 9001 ได้วางข้อกำหนดสำหรับองค์การ เพื่อการจัดทำระบบบริหารคุณภาพสำหรับ
ประยุกต์ใช้ภายในองค์การของงาน และการออกใบรับรอง หรือเพื่อวัตถุประสงค์ภายใต้ข้อตกลงหรือสัญญา
ระหว่างองค์กรกับลูกค้า มาตรฐานฉบับนี้มุ่งเน้นที่ความมีประสิทธิผลของระบบบริหารคุณภาพขององค์กร
ในการบรรลุถึงข้อกำหนดของลูกค้า
         มาตรฐาน ISO 9004 ให้แนวทางของระบบบริหารคุณภาพที่มีขอบเขตกว้างขวางกว่าที่กำหนด
ไว้ใน ISO 9001 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงผลการดำเนินงานโดยรวม ขององค์การอย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมถึงด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย มีความประสงค์จะพัฒนาองค์กรของงานให้ก้าวไปเกินกว่าระดับที่กำหนดใช้ใน มาตรฐาน ISO 9001 โดยเฉพาะในด้านการปรับปรุงผลประกอบการขององค์กรอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามมาตรฐาน ISO 9004 ไม่มีวัตถุประสงค์ให้ใช้หรือการขอการรับรอง(Certification) หรือเพื่อประกอบในการทำสัญญากับลูกค้า
          ISO 9000:2000 ไม่มีข้อกำหนดที่จำเพาะเจาะจงในหัวข้อการบริหารจัดการในระบบอื่น ๆ เช่น
ระบบบริหารสิ่งแวดล้อม (Environmental Management) ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยและอาชีว-
อนามัย (Occupational Health and Safety Management) หรือระบบการบริหารการเงิน (Financial Manage-
ment) หรือแม้กระทั่งการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) อย่างไรก็ตามมาตรฐานฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้องค์การผู้นำมาตรฐานนี้ไปใช้ สามารถเลือกที่จะปรับ (Align) หรือผนวกรวม (Integrate) ระบบบริหาร
คุณภาพให้สอดรับกับระบบการบริหารอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วในองค์กร แต่ในบางกรณีองค์กรอาจปรับเปลี่ยน
ระบบการบริหารงานของตนเพื่อเอื้ออำนวยให้สามารถจัดทำระบบบริหารงานคุณภาพที่สอดรับกับข้อกำหนด
ในมาตรฐานฉบับนี้ก็ได้
     หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการ
          หลักการที่ 1 : องค์กรที่ให้ความสำคัญแก่ลูกค้า (Customer Focused Organization)
          'องค์กรต้องพึ่งพิงลูกค้าเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าทั้ง
ในส่วนปัจจุบันและอนาคต และทำให้บรรลุความต้องการเหล่านั้น รวมถึงการพยายามที่จะทำให้ได้เกินความ
คาดหวังของลูกค้า'
          'Organizations depend their customers and therefore should understand current and future
customer needs, should meet customer requirements and strive to exceed customer expectations.'
     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน
1. เข้าใจความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้า
2. กำหนดเป้าหมายและองค์กรให้สัมพันธ์กับความต้องการและคาดหวังของลูกค้า
3. สื่อความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้าให้เป็นที่เข้าใจทั่วถึงทั้งองค์กรวัดความพึงพอใจ
ของลูกค้า
4. สร้างสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเป็นระบบ 
5. คำนึงถึงความสมดุลในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ
     ประโยชน์ที่ได้
1. มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วในการตอบสนองตลาด ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดและรายได้
เพิ่มขึ้น
2. เพิ่มความภักดีของลูกค้า และการแนะนำต่อ
3. ทำให้การใช้ทรัพยากรเพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
      หลักการที่ 2 : ความเป็นผู้นำ (Leadership)

          'ผู้นำเป็นผู้กำหนดความเป็นเอกภาพของวัตถุประสงค์และทิศทางขององค์กร ผู้นำต้องเป็นผู้
สร้างและธำรงไว้ซึ่งปัจจัยเกื้อหนุนภายในที่สนับสนุนให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและส่งเสริมการบรรลุ
วัตถุประสงค์ขององค์กรได้'

          'Leaders establish unity of purpose and direction of the organization. They should create and
maintain the internal environment in which people can become fully involved in achieving the organization's
objectives

      การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน
1. พิจารณาความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
2. กำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนขององค์กร
3. กำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย
4. สร้างและรักษาคุณค่า ความเสมอภาค และจรรยาบรรณร่วมกัน ให้มีในทุกระดับขององค์กร 
5. สร้างความไว้วางใจและขจัดความหวาดกลัว
6. จัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น
7. ให้การฝึกอบรม
8. ให้อิสระในการปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบ 
9. สร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุน และให้การยอมรับต่อการมีส่วนร่วมของบุคลากร
     ประโยชน์ที่ได้
1. ทำให้บุคลากรเข้าใจและเกิดแรงจูงใจเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขององค์กร
2. มีการประเมินผลของกิจกรรมต่าง ๆ ปรับ และนำไปปฏิบัติ เพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกัน
3. ลดความผิดพลาดในการสื่อความ ระหว่างบุคลากรในระดับต่าง ๆ
     หลักการที่ 3 : การมีส่วนร่วมของบุคลากร (Involvement of people)

          'พนักงานทุกระดับถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรและการให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และเต็ม
ความสามารถของพนักงานทุกคน ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่องค์กร'
          'People at all levels are the essence of an organization and their full involvement enables their
abilities to be used for the organization&
 
วัฒนชัย สายสระน้อย [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 10:32
20
อ้างอิง
 
0807354283 classic_1994_@hotmail.com [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 10:44
21
อ้างอิง
 
มานะ ทองจะโป๊ะ [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 10:55
22
อ้างอิง
พวกเราทุกคนเคยได้ยินคำว่า PDCA กันหรือเปล่าครับ อาจจะเคยคุ้นหูเมื่อครั้งเริ่มงานใหม่ๆ อาจจะถูกหัวหน้าบอกไว้ว่า ทำงานให้ดีต้องทำ PDCA ด้วย
ซึ่งหลายคนก็อาจจะสงสัยได้ เพราะไม่รู้ว่าทำ PDCA ไปเพื่ออะไร พอทำงานไปสักพักก็จะรู้ด้วยตัวเองจริงๆ ว่า PDCA นั้นหนีไม่ได้ ถ้าอยากจะทำงานแบบมืออาชีพ ให้งานสามารถเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพไม่ว่าจะเป็นการทำ PDCA ในระดับองค์กร หรือ PDCA ในระดับส่วนตัว แล้ว PDCA นี้มันคืออะไรกัน  หากลองเปิดจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (Wiki)  จะพบความหมายดังนี้

PDCA หรือที่เรียกว่าวงจรเดมิง (อังกฤษ: Deming Cycle) หรือวงจรชูฮาร์ต (Shewhart Cycle) คือวงจรการควบคุมคุณภาพ

ความหมายของ PDCA

PDCA  คือ  วงจร ที่พัฒนามาจากวงจรที่คิดค้นโดยวอล์ทเตอร์  ซิวฮาร์ท(Walter Shewhart )ผู้บุกเบิกการใช้สถิติสำหรับวงการอุตสาหกรรมและต่อมาวงจรนี้เริ่มเป็นที่ รู้จักกันมากขึ้นเมื่อ เอดวาร์ด เดมมิ่ง (W.Edwards Deming) ปรมาจารย์ด้านการบริหารคุณภาพเผยแพร่ให้เป็นเครื่องมือสำหรับการปรับ ปรุงกระบวนการทำงานของพนักงานภายในโรงงานให้ดียิ่งขึ้น และช่วยค้นหาปัญหาอุปสรรคในแต่ละขั้นตอนการผลิตโดยพนักงานเอง จนวงจรนี้เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “วงจรเด็มมิ่ง” ต่อมาพบว่า แนวคิดในการใช้วงจร PDCA นั้นสามารถนำมาใช้ได้กับทุกกิจกรรม     จึงทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่ หลายมากขึ้นทั่วโลก   PDCA เป็นอักษรนำของศัพท์ภาษาอังกฤษ   4  คำคือ

P : Plan        =     วางแผน
D : Do         =     ปฏิบัติตามแผน
C : Check     =     ตรวจสอบ / ประเมินผลและนำผลประเมินมาวิเคราะห์
A : Action     =     ปรับปรุงแก้ไขดำเนินการให้เหมาะสมตามผลการประเมิน



การนำกระบวนการ PDCA ไปประยุต์ใช้ในการทำแผนเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการประกันคุณภาพของคณะ

Plan (วางแผน)
หมาย ถึง การวางแผนการดำเนินงานอย่างรอบคอบ ครอบคลุมถึงการกำหนดหัวข้อที่ต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน อาจประกอบด้วย การกำหนดเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของการดำเนินงาน Plan การจัดอันดับความสำคัญของ เป้าหมาย กำหนดการดำเนินงาน กำหนดระยะเวลาการดำเนินงาน กำหนดผู้รับผิดชอบหรือผู้ดำเนินการและกำหนดงบประมาณที่จะใช้ การเขียนแผนดังกล่าวอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของลักษณะ การดำเนินงาน การวางแผนยังช่วยให้เราสามารถคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต และช่วยลดความสูญเสียต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้
ฉะนั้น  P เราจะต้องมีแผน
       1.วัตถุประสงค์เหมาะสม และสอดคลองกับแผนของคณะ/พันธกิจหรือไม่
       2.มีการกำหนดผู้รับผิดชอบหรือไม่ (รายบคคล/คณะบคคล)
       3.ระยะเวลาดำเนินการที่กำหนดไว้เหมาะสมหรือไม่
       4.งบประมาณที่กำหนดเหมาะสมหรือไม่
       5.มีการเสนอเพื่อขออนุมัติก่อนดำเนินการหรือไม่
Do (ปฏิบัติตามแผน)
หมาย ถึง การดำเนินการตามแผน อาจประกอบด้วย การมีโครงสร้างรองรับ การดำเนินการ เช่น คณะกรรมการหรือหน่วยงานของคณะ ซึ่งคณะเราก็มีการจัดตั้งไว้อยู่แล้ว  จะต้องมีวิธีการ ดำเนินการ
D เราต้องมีผลการดำเนินการตามแผน
      1. มีการกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการดำเนินการหรือไม่
      2. มีผู้รับผิดชอบดำเนินการได้ตามกำหนดไว้หรือไม่
      3.มีการประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องมากน้อยเพียงไร
      4.สามารถดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนดได้หรือไม่
      5.สามารถดำเนินการได้ตามงบประมาณที่กำหนดไว้หรือไม่
Check (ตรวจสอบการปฏิบัติตามแผน)
หมาย ถึง การประเมินแผน อาจประกอบด้วย การประเมินโครงสร้างที่รองรับ การดำเนินการ การประเมินขั้นตอนการดำเนินงาน และการประเมินผลของ การดำเนินงานตามแผนที่ได้ตั้งไว้ โดยในการประเมินดังกล่าวสามารถ ทำได้เอง โดยคณะกรรมการที่รับผิดชอบแผนการดำเนินงานนั้น ๆ ซึ่งเป็นลักษณะของการประเมินตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการ อีกชุดมาประเมินแผน หรือไม่จำเป็นต้องคิดเครื่องมือหรือแบบประเมิน ที่ยุ่งยากซับซ้อน
C เราต้องมีการประเมินการดำเนินการ
       1.ได้มีการกำหนดวิธี/รูปแบบการประเมินหรือไม่
       2.มีรูปแบบของการประเมินเหมาะสมหรือไม่
       3. ผลของการประเมินตรงกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่
       4.ปัญหา/จุดอ่อนที่พบในการดำเนินการมีหรือไม่
       5.ข้อดี/จุดแข็ง ของการดำเนินการมีหรือไม่
Act (ปรับปรุงแก้ไข)

มีต่อด้านล่างนะครับ 
 
ภิญโญ แซ่โก [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 10:57
23
อ้างอิง
 
มานะ ทองจะโป๊ะ [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 10:58
24
อ้างอิง
ความหมายและความสำคัญของคุณภาพ
ความหมายของคุณภาพ
ถูกกำหนดขึ้นตามการ ใช้งานหรือตามความคาดหวังของผู้กำหนด เช่น มีความเหมาะสมกับการใช้งาน มีความทนทาน ให้ผบตอบแทนสูงสุด บริการดีและประทับใจ หรือเป็นไปตามมาตรบฐานที่ตั้งใจไว้ เป็นต้น
คุณภาพแบ่งเป็น 3 ลักษณะดังนี้
1. คุณภาพตามหน้าที่ หมายถึง ประสิทธิภาพการทำงาน ความเหมาะสมในการใช้งาน ความทนทาน เช่น พัดลมเครื่องนี้มีมอเตอร์ที่สามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่องถึง 24 ชั่วโมง
2. คุณภาพตามลักษณะภายนอก หมายถึง รูปร่างสวยงาม สีสันสดใส เรียบร้อย เหมาะกับการใช้งาน โครงสร้างแข็งแรง ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มักเน้นคุณภาพภายนอก โดยเน่นที่สีสันสดใส หรือรูปลักษณ์ให้โดดเด่นเพื่อดึงดุดความสดใสของผู้ซื้อ
3. คุณภาพในการบริการ หมายถึง การสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการหรือมาซื้อสินค้า
คุณภาพ หมายถึง คุณสมบัติและลักษณะโดยรวมของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่แสดงให้เห็นว่ามีความ สามารถที่จะก่อให้เกิดความพึงพอใจได้ตรงตามต้องการที่ได้ระบุหรือแสดงเป็น นัยไว้
ในอดีตคุณภาพมักจะถูกกำหนดขึ้นจากความต้องการของผู้ผลิต แต่ปัจจุบัน สภาพการแข่งขันในตลาด มีมาก หากคุณภาพไม่ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อหรือผู้ให้บริการ การผลิตสินค้าและบริการก็อาจจะต้องล้มเลิกกิจการไป ดังที่ได้เกินขึ้นมาในปัจจุบัน
สินค้าบางประเภทแข่งขันกันที่คุณภาพ บางประเภทแข่งขันกันที่ราคา แต่บางประเภทแข่วขันกันที่ความแปลกใหม่ ดังนั้น การผลิตหรือให้บริการใดๆ จะต้องมีการศึกษาสภาพตลาดอย่างรอบคอบ เพื่อกำหนดคุณภาพ
ขั้นตอนการกำหนดคุณภาพ
การกำหนดคุณภาพมีความสำคัญ อย่างยิ่ง เพราะการกำหนดคุณภาพไม่ได้กำหนดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มคน หรือสถาบันเท่านั้น แต่การกำหนดคุณภาพต้องคำนึงถึงคนหลายกลุ่มหลายสถาบัน
การกำหนดคุณภาพสินค้นและบริการ มีขั้นตอนดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่
1. การศคกษาความต้องการของผู้ใช้สินค้าและบริการ อย่างกว้างขวาง และครอบคลุมผู้ซื้อหรือผู้ใช้บริการที่มีความหลากหลาย
2. การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือพัณนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการที่ศึกษามาอย่างจริงจัง
3. จัดระบบการผลิตและควบคุมระบบการผลิตให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
การ ศึกษาความต้องการคุณภาพสินค้าและบริการ เป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องแรกของการวางแผนดำเนินธุรกิจ อุตสาหกรรม หรือกิจการใดๆ วิธีการศึกษาขึ้นอยู่กับเป้าหมายคือ ลูกค้า ลูกค้าของเรา คือ กลุ่มใด เช่น วัยใด เพศใด ระดับการศึกษา อาชีพ เป็นต้น
ตลาด หรือคู่แข่งทางการค้าก็เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องคำนึงถึง เพราะหากคุณภาพของสินค้นหรือบริการขอวเราต่ำกว่าคู่แข่ง โอกาสความสำเร็จของเราก็ย่อมมีน้อยลง
การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือ บริการ เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการมักจะละเลยเพราะมั่นใจในคุณภาพสินค้นเดินหรือคิด ว่าเป็นเรื่องยาก ต้องใช้นักวิชาการชั้นสูงหรือผู้เชี่ยวชาญทำมห้เกิดต้นทุนที่สูงขึ้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ยังต้องปรับระบบการผลิตด้วย ทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่ายุ่งยสก แต่การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ เป็นเรื่องจำเป็นเพราะถ้าหากเราไม่พัฒนา การพั ฒนาผลิตภัณฑ์และบริการไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่อย่างใด เพียงแต่เรานำผลการศึกษาความต้องการของผู้ซื้อ ผู้ใช้ มาเป็นหลักการ แล้วหาแนวทางตอบสนองความต้องการ ใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ผลงานใหม่ ก็จะเกิดขึ้น เช่นการปรับปรุงเครื่องปรับอากาศให้สามารถกรอกฝุ่นละอองได้ ต่อมาก็พัฒนาสู่การเป็นเครื่องปรับอากาศทีมีการฟอกอากาศด้วยประจุไฟฟ้าเป็น ต้น
ระบบการผลิตและการควบคุมระบบการผลิต เพื่อให้ได้สินค้าหรือบริการตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ องค์ประกอบที่ต้องวางแผนดำเนินการอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกันดังนี้
1. วัตถุดิบที่ใช้ผลิต หรือใช้บริการ ควรมีคุณภาพสูง แต่ราคาต่ำ
2. กระบวนการผลิตมีความพร้อมทั้งด้านบุคลกร เครื่องมือเครื่องใช้หรือเครื่องจักร และโดรงสร้างพื้นฐาน
3. ผลผลิต/ผลิตภัณฑ์ / ผลงารการบริการ จะต้องผ่านการตรวจสอบและประเมินอย่างเที่ยงตรง การบริหารคุณภาพในองค์กร จึงถูกนำมาใช้เพื่อให้ระบบการผลิตและการควบคุมระบบมีประสิทธิภาพสูงตามความ ต้องการของตลาด ผู้ซื้อ หรือผู้ใช้
ความสำคัญของคุณภาพ
คุณภาพ เป็นความต้องการของผู้ซื้อและผู้ให้บริการเท่านั้น หรือคุณภาพมีความสำคัญทั้งต่อบุคล องค์การ และประเทศ
1. ความสำคัญของคุณภาพต่อบุคคล
บุคคล คือ ผู้ผลิตหรือผู้บริการคุณภาพจึงเกิดขึ้นที่ระดับบุคคลก่อน หากบุคคลใดสามารถผลิตหรือให้บริการที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการหรือตรงกับ ข้อกำหนด บุคคลนั้นย่อมได้ชื่อว่า 'บุคคลคุณภาพ' เราเห็นตัวอย่างบุคคลคุณภาพมากมาย ที่ได้รับการยกย่อง เนื่องจากสามารถสร้างผลงานคุณภาพ ดังนั้นคุณภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบุคคลทุกคน ทุกคนจึงควรมุ่งมั่นสร้างผลงานคุณภาพ
2. ความสำคัญของคุณภาพต่อองค์กร
องค์กร ทุกองค์กรมีเป้าหมายสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพให้เป็นที่ต้องการของลูกค้า หุ้นส่วน หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คือผลกำไรสูงสุด แต่ปัจจุบันทุกองค์กรยังต้องคำนึงระบบการแข่งขันในตลาดการค้า เมื่อประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การตลาดการค้าเสรี (World Trade Organization :WTO) ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบบการแข่งขันทางด้ารการค้ามากขึ้น ทั้งภายในประเทศและการค้าระหว่างโลก
ในระบบการค้าเสรีเกิดระบบการแข่งขัน ด้วยการค้าแทนกำแพงภาษีในอดีตได้แก่ ข้อกำหนดมาตรฐานสินค้า มาตรฐาน ระบบบริหาร มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานด้านแรงงานและความปลอดภัย ดังนั้นคุณภาพขององค์กรจึงเป็นคุณภาพโดยรวมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์จนถึงระบบบริหาร ขององค์กร
คุณภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อองค์กร เพราะทำให้องค์กรมีความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
3. ความสำคัญของคุณภาพต่อประเทศ
คุณภาพ ของคน คุณภาพของสินค้า และคุณภาพของการบริการ คือ ภาพพจน์ และความเชื่อมั่นที่นานาประเทศให้การยอมรับและนับถือ เช่น ข้าวหอมมะลิ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องหนัง เป็นต้น
คุณภาพ ต้นทุน การส่งมอบ
คุณภาพ คือ ความต้องการ ข้อกำหนด ความคาดหวัง หรือสิ่งที่ลูกค้าต้องการจาก
ผลอตภัณฑ์หรืองานบริการ
ต้น ทุน คือ ปัจจัยการผลิต ได้แก่ แรงงาน (Man) เงินทุน(Money) วัตถุดิบ(Material) เครื่องจักร อุปกรณ์(Machine) และการบริหารจัดการ (Management)
การส่งมอบ คือ กระบวนการนำส่งผลิตภัณฑ์ / งานบริการถึงมือลูกค้า สร้างความพึง
พอใจให้กับลูกค้า ด้วยผลิตภัณฑ์หรืองานบริการที่มีคุณภาพตรงกับความ
ต้องการของลูกค้า
การ ส่งมอบสินค้นหรือบริการที่ประทับใจลูกค้า เกิดจากการบริการที่ดี คุณภาพดี และราคาถูก ขณะเดียวกันผู้ขายก็ต้องการกำไรสูงสุด คุณภาพดี และบริการดี คือ ความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขายจะเกิดความสัมพัณธ์ที่ดี ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่การลดต้นทุนก็ต้องคำนึงถึงคุณภาพและบริการด้วย เพราะถ้าสินค้าราคาถูกแต่คุณภาพไม่ดี ค้นซื้อก็ไม่ต้องการ หรือสินค้ามีคุณภาพมากแต่ราคาแพง ผู้ซื้อก็ไม่ต้องการ เป็นต้น ดังนั้น ระบบควมคุมคุณภาพจึงเกิดขึ้น
การควบคุมคุณภาพ
การคงบคุมคุณภาพคือ เทคนิคในเชิงปฎิบัติการและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่จัดทำหรือนำมาใช้เพื่อให้บรรลุข้อกำหนดด้านคุณภาพ ซึ่งอาจจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือการบริการก็ได้
QC : Quality Coutrol หรือการควบคุมคุณภาพในภาคการผลิต (โรงงานอุตสาหกรรม) จะเน้นกระบวนการตรวจสอบและคัดแยกของดีกับของเสียออกจากกัน เพื่อให้เกิดหลักประกันว่าสินค้นผ่านการตรวจสอบแล้วมีคุณภาพตามข้อกำหนด
การควบคุมคุณภาพในที่นี้ หมายถึง การควบคุมกระบวนการผลิตและการให้บริการ เพื่อให้เกิดผลผลิต / งานบริการมที่มีคุณภาพ ดังแผนภูมิ
Input ----> Process ----> Output
วัตถุดิบ กระบวนการ ผลผลิต
การควบคุมคุณภาพในกระบวนการผลิต แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ
1. คุณภาพการทำงาน หรือประสิทธิภาพของคนงาน
2. คุณภาพของเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือเทคโนโลยี
3. คุณภาพของระบบบริหารงาน
การควบคุมคุณภาพมีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการได้แก่
1. ลดการสูญเสียวัตถุดิบ / ผลผลิต
2. ลดการสูญเสียเวลาการทำงาน
เมื่อเราสามารถลดการสูญเสียวัตถุดิบและผลผลิต ลดเวลาการทำงาน เราก็สามารถลดต้นทุนได้ ขณะเดียวกันเราก็ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
 
ไชยวัฒน์ เหม็นสูงเนิน [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 11:04
25
อ้างอิง

อำนาจ พิมเสน
5 ส. คืออะไร? มารู้จักความหมายของ 5ส. กันดีกว่า PDF พิมพ์ อีเมล

 

           

1. สะสาง คือ การแยกให้ชัดเจนระหว่างของที่จำเป็นกับของที่ไม่จำเป็น ของที่ไม่จำเป็นให้

ขจัดออกไป

ในการสะสางควรพิจารณาดังนี้

ของที่ไม่ใช้ และ ไม่มีค่า .......................... ถ้าทิ้งได้ก็ควรทิ้งไปเลย

ของที่ไม่ใช้ แต่มีค่า....................................ขายโดยทำให้ถูกขั้นตอน

ของที่ใช้ หรือของที่จะเก็บ .................................... เก็บและทำป้ายบอกขั้นตอนการสะสาง

การที่จะสะสางอะไรออกจากหน่วยงานหรือโต๊ะทำงาน ขอให้แน่ใจเสียก่อนว่า ไม่ขัดต่อระเบียบ

ข้อบังคับของหน่วยงาน ก็ทำตามขั้นตอนดังนี้

1. สำรวจ สิ่งของต่างๆ ในหน่วยงานโดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ในความรับผิดชอบ

2. แยก ต้องเริ่มแยกแยะของที่ต้องการใช้กับของที่ไม่ต้องการใช้ออกจากกัน

3. ขจัด ของที่ไม่ต้องการหรือของที่มากเกินความจำเป็น

ประโยชน์ที่ได้จากการสะสาง

1. ขจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ทำให้มีเนื้อที่ใช้สอยมากกว่าเดิม

2. ทำให้ที่ทำงานดูสะอาดตามากยิ่งขึ้น เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน

3. ลดการเก็บเอกสารซำซ้อน และจะทราบถึงที่อยู่ของสิ่งต่างๆ

2. สะดวก คือ การจัดวางของที่จำเป็นให้ง่ายต่อการนำไปใช้ ทุกคนดูแล้วก็รู้ว่าเป็นอะไร

การทำ 'สะดวก” นั้นไม่ยาก เพียงแต่เรานำของที่ได้จากการสะสางในส่วนที่ต้องการเก็บ มา

จัดเก็บให้เป็นระเบียบ สะดวกในการหยิบใช้สอยซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาหาวิธีเก็บวางสิ่งของ

โดยคำนึงถึงคุณภาพ - ประสิทธิภาพ - ความปลอดภัยสำหรับหลักการสามารถแยกเป็นหัวข้อดังนี้

1. วางของที่ใช้งานให้เป็นที่ มีป้ายบอก

2. การนำของไปใช้งาน ให้เน้นการนำมาเก็บที่เดิม

3. ของที่ใช้อยู่เป็นประจำ ควรวางใกล้ตัว

4. ของที่ใช้งานจัดเป็นหมวดหมู่ เหมือนการจัดเก็บหนังสือให้ห้องสมุดขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อความสะดวก

ของที่ไม่ต้องการให้ขจัดทิ้งไป

ของที่ต้องการจัดวางให้เป็นระเบียบ

กำหนดที่วางให้แน่ชัด แบ่งเขตวางของ

ทาสีตีเส้นให้เห็นชัด

ติดป้ายชื่อแสดงที่วางของนั้น ๆ

ของที่มาวางต้องติดชื่อ

ที่ว่างต่าง ๆให้เขียนลงในตารางตรวจเช็ค

ตรวจเช็คพื้นที่โดยสม่ำเสมอประโยชน์ที่ได้จากเรื่องสะดวก

- ขจัดการค้นหาที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

- ลดเวลาในการทำงาน

- เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

- ตรวจสอบสิ่งต่าง ๆได้ง่ายขึ้น เน้นคำว่า หยิบก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา

- เพิ่มคุณภาพวัสดุอุปกรณ์ เกิดภาพพจน์ที่ดีขององค์การต่อสายตาคนทั่วไป

3. สะอาด คือ การทำความสะอาดสถานที่ อุปกรณ์ สิ่งของ เครื่องใช้ให้น่าดูอยู่เป็นนิจ

จุดที่ให้ความสนใจในเรื่องความสะอาด- ตามพื้น ฝาผนัง บริเวณมุมอับของห้อง

- ด้านบนและใต้โต๊ะทำงาน ชั้นวางของ ตู้เอกสาร

- บริเวณเครื่องจักรอุปกรณ์ และที่ตัวเครื่องจักร

- เพดาน มุมเพดาน

- หลอดไฟ ฝาครอบหลอด

- ทุก ๆอย่างรอบ ๆตัวเราประโยชน์ที่ได้รับจากการทำความสะอาด

- เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี น่าทำงาน

- ขจัดความสิ้นเปลืองของทรัพยากร

- เพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักร อุปกรณ์ ลดปัญหาเครื่องจักรเสียบ่อย ๆ

- เพิ่มคุณภาพวัสดุอุปกรณ์ประเด็นสำคัญในการที่จะรณรงค์ให้ทุกคนรักษาความสะอาด คือ หัวหน้าต้องลงมือทำก่อน

4. สุขลักษณะ คือ สภาพหมดจด สะอาดตา โดยรักษา 3 ส แรก ให้คงสภาพ หรือทำให้ดีขึ้นอยู่

เสมอ

สุขลักษณะที่ดีจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราทำ 3 ส แรก อย่างต่อเนื่อง และพยายามปรับปรุงให้ดียิ่ง ๆขึ้นไป

เพื่อที่จะตรวจสอบว่าได้มีการทำ 3 ส แรกอย่างต่อเนื่องหรือไม่ เราใช้การตรวจเช็คพื้นที่อย่าง

สม่ำเสมอ โดยผู้บังคับบัญชาสูงสุดรวมทั้งอนุกรรมการ 5 ส ของพื้นที่นั้น ๆประโยชน์ที่ได้รับจากการทำสุขลักษณะ

- สุขภาพที่ดีของพนักงานทั้งร่างกายและจิตใจ

- ความภาคภูมิใจในความมีชื่อเสียงของหน่วยงาน ซึ่งเป็นผลจากการมีส่วนร่วมในการปรับปรุงของ

พนักงาน

- สถานที่ทำงาน เป็นระเบียบ สะอาด น่าทำงาน

- ความปลอดภัยในการทำงาน

- คุณภาพที่ดีของผลิตภัณฑ์

5. สร้างนิสัย คือ การปฏิบัติให้ถูกต้อง และติดเป็นนิสัย

ส ที่ 5 นี้เป็นจุดสำคัญที่สุดของ กิจกรรม 5 สเพราะกิจกรรมนี้จะไปได้ดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคนที่นำกิจกรรมไปใช้ ซึ่งความสำเร็จของกิจกรรมเกิด

จากทัศนคติที่ดีของพนักงานต่อการปรับปรุงงานให้ดีขึ้นอยู่เสมอแน่ใจได้เลยว่าหน่วยงานนำกิจกรรม 5ส. ไป

ใช้เพื่อปรับปรุงระบบงาน และสามารถดำเนินกิจกรรมไปได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะเป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ

เต็มไปด้วยพนักงานที่มีคุณภาพ ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือภาพพจน์ที่ดีของหน่วยงานต่อสายตาคนภายนอกกิจกรรมนี้

สิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้ดำเนินไปได้ก็คือ ตัวหัวหน้านั่นเอง อย่ากลัวว่าปากจะฉีกถึงใบหู ขอให้หัวหน้าจ้ำจี้จำไช

ลูกน้องให้คำนึงถึง หลัก 5ส. อยู่เสมอ เมื่อเห็นว่าเริ่มจะหย่อนต่อกฏระเบียบประโยชน์ที่ได้จากการสร้างนิสัย

- พนักงานที่มีคุณภาพ - ความเป็นเลิศ - ภาพพจน์ที่ดีของหน่วยงาน

5S is the Japanese concept for House Keeping.

1.) Sort (Seiri)

2.) Straighten (Seiton)

3.) Shine (Seiso)

4.) Standardize (Seiketsu)

5.) Sustain (Shitsuke)

 
อำนาจ พิมเสน [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 11:09
26
อ้างอิง
5 ส คืออะไร?
 


5 ส คือการจัดระเบียบและปรับปรุงที่ทำงานสถานประกอบกิจการ และงานของตนด้วยตนเอง เพื่อก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ปลอดภัย มีระเบียบเรียบร้อย มีคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยใช้วิธี สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ และสร้างนิสัย

5 ส มาจากคำย่อ “5 S” ซึ่งเป็นอักษรตัวแรกในภาษาญี่ปุ่น 5 คำ คือ

1. Seiri (เซริ) = สะสาง (ทำให้เป็นระเบียบ) คือการแยกให้ชัดระหว่างของที่จำเป็นต้องใช้กับของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ต้องขจัดทิ้งไป กล่าวกันว่า การเพิ่มประสิทธิภาพนั้น ต้องเริ่มจาก สะสาง

2. Seition (เซตง) = สะดวก (วางของในที่ที่ควรอยู่) คือ การจัดวางของที่จำเป็นต้องใช้ให้เป็นระเบียบสามารถหยิบฉวยใช้งานได้ทันที กล่าวกันว่า ให้ใช้หลัก “สะดวก” นี้ เพื่อกำจัดความสูญเปล่าของเวลาในการ “ค้นหา” สิ่งของ

3. Seiso (เซโซ) = สะอาด (ทำความสะอาด) คือ การปัดกวาดเช็ดถูสถานที่ สิ่งของ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่มีเศษขยะ ไม่ให้สกปรกเลอะเทอะ “สะอาด” คือพื้นฐานของการยกระดับคุณภาพ

4. Seiketsu (เซเคทซึ) = สุขลักษณะ (รักษาความสะอาด) คือ การรักษาและปฏิบัติ 3 ส ได้แก่ สะสาง สะดวก และสะอาดให้ดีตลอดไป ก้าวแรกของความปลอดภัยเริ่มจากการรักษาความสะอาด หรือ “สุขลักษณะ” นี่เอง

5. Shitsuke (ชิทซึเคะ) = สร้างนิสัย (ฝึกให้เป็นนิสัย) คือ การรักษาและปฏิบัติ 4 ส หรือสิ่งที่กำหนดไว้แล้วอย่างถูกต้องจนติดเป็นนิสัย

 
วิธีการทำกิจกรรม 5 ส มีหลักสำคัญ ดังนี้

1.การเริ่มต้นทำ 5 ส

(1) รวมพลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยการจัดให้มีการบรรยาย อภิปราย ทำความเข้าใจและปรับแนวความคิดให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

(2) วางกิจกรรม 5 ส ให้สัมพันธ์สอดคล้องกับเป้าหมายในการปรับปรุงสถานที่ทำงาน โดยนำเอาวิธีการ 5 ส ที่มุ่งขจัดความสูญเปล่าไปช่วยในเรื่องต่างๆ เช่น

     - ขจัดอุบัติเหตุให้หมดสิ้น

     - ขจัดของเคลม (Claim) ให้หมดสิ้น

     - ขจัดปัญหาคุณภาพไม่ดีที่เป็นปัญหาเรื้อรัง

     - เพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์

     - ขจัดปัญหาเกี่ยวกับเครื่องจักรและอุปกรณ์

     - ลดจำนวนสต๊อกจำนวนสินค้าระหว่างผลิต

     - ลดเวลาที่ใช้ในการตั้งเครื่องให้น้อยลง เป็นต้น

(3) กำหนดทำกิจกรรมเรียงตามลำดับแต่ละ “ส” โดย

     - เริ่มจากการขจัดของที่ไม่ต้องการออก และทำความสะอาด (พื้น) ก่อน

     - เริ่มทำในหน่วยตัวอย่างเล็กๆ ของแต่ละแผนกก่อน แล้วค่อยขยายขอบข่ายให้กว้างออกไป

     - เริ่มทำให้ดูเป็นตัวอย่าง โดยเริ่มในสำนักงาน และในบริเวณโต๊ะทำงานของหัวหน้าในโรงงาน

(4) ให้ผู้บริหารทำการตรวจเช็ค เพื่อรับรู้สถานะที่แท้จริงของการดำเนินกิจกรรม 5 ส ด้วยตนเอง

(5) ใช้วิธีถ่ายรูปไว้ ทั้งก่อนลงมือทำและหลังทำกิจกรรม 5 ส ในหน่วยที่ปฏิบัติ และให้มีการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับรูปถ่ายนั้นไว้ เพื่อจะได้นำมาเปรียบเทียบสภาพก่อนและหลังการปรับปรุงได้

(6) ทำกิจกรรมกลุ่ม โดยสมาชิกของแต่ละกลุ่มจะเป็นผู้ดำเนินงานและให้กลุ่มจัดการประชุมอย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้ง เพื่อกำหนดหัวข้อ และรายละเอียดการดำเนินงาน นอกจากนี้ให้มีการกำหนดหัวข้อรับผิดชอบที่แยกย่อยลงไปอีก เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม

(7) การวัดผล ในการทำกิจกรรม 5 ส นั้น ควรจะได้มีการวัดผลออกมาด้วย จะทำให้มีคุณค่ามากขึ้น เช่น การขจัดสิ่งที่ไม่ต้องการออกนั้น มีแนวคิดดังนี้

     - เอกสารที่ไม่ต้องการนั้น หนักเท่าใด หรือกี่ตู้เอกสาร

     - ลองแปลงเป็นตัวเลขที่เข้าใจง่าย เช่น จะเป็นเศษวัตถุดิบกี่ตัน เป็นจำนวนเงินกี่แสนบาท

2. การคงรักษากิจกรรมและขยายงานกิจกรรม 5 ส

มีหลักสำคัญดังนี้

(1) มีการกำหนดหัวข้อสำคัญที่จะดำเนินการในแต่ละเดือน เช่น การขจัดของที่ไม่ต้องการ การเช็ดถูทำความสะอาด ฯลฯ

(2) การดำเนินงานให้ดำเนินการโดยบุคคลที่อยู่ในสายงานของตนเสมอ

(3) หัวหน้างานมีความตั้งใจจริงและมีความกระตือรือร้นโดยหัวหน้าเป็นผู้นำ และปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา

(4) มีการตรวจเช็คและการประเมินผล ทั้งโดยผู้จัดการโรงงานและหัวหน้าหน่วย เพื่อทราบจุดบกพร่อง และการบรรลุเป้าหมาย เป็นต้น

(5) มีการกำหนดเป็นมาตรฐาน คือ ควรทำการรวบรวมกฎเกณฑ์ การเตรียมงานขั้นต้นไว้แล้ว กำหนดเป็นมาตรฐานในการปฏิบัติงานในโรงงาน โดยทำไว้ตั้งแต่ระยะต้นๆ แล้วให้มีการปรับปรุงไปสู่การตรวจเช็คภายในสถานที่ทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนด

(6) สนับสนุนให้ดำเนินการปรับปรุง โดยมุ่งเน้นว่างานปรับปรุงที่สามารถทำเองได้ จะต้องให้พนักงานในหน่วยงานเป็นผู้ดำเนินการเอง

(7) แจ้งข้อคิดเห็นให้ทราบทั่วกัน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยจัดให้มีการประชุมเป็นประจำรายสัปดาห์ หรือเดือนตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ควรจัดประชุมในสถานที่ทำงานของแต่ละหน่วยจะดีกว่าจัดในที่ประชุมและมีการติดป้ายแสดงให้ทราบทั่วกัน

(8) ให้พิจารณาลึกเข้าไปถึงสถานที่เป็นปัญหา เพื่อพบว่าจุดไหนที่มีปัญหาก็ต้องรีบแก้ไขให้กลับสู่สภาพที่ดี สำหรับบางจุดอาจจะมีปัญหาเรื้อรังยากต่อการปฏิบัตินั้น จะต้องพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อหาทางแก้ไขต่อไป

(9) ให้คืบหน้าไปเรื่อยๆ จนถึงจุดเล็กๆ คือ ในบางหัวข้อที่มีความสำคัญให้ทำซ้ำหลายๆ ครั้ง เพื่อให้ก้าวคืบหน้าต่อไปจนถึงจุดเล็กๆ

 

 
สิรภพ [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 11:11
27
อ้างอิง

นาย ณัฐวุฒิ พฤษาราพรมราช
 
ความหมายของกิจกรรม 5 ส
 
 5 ส คือ กระบวนการในกรจัดสถานที่ทำงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยมุ่งเน้นที่จะก่อให้เกิดประ สิทธิภาพของ
การทำงานและจิตสำนึกในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่ดีของผู้ปฏิบัติงาน
 5 ส คำ ย่อซึ่งแปลมาจาก 5 S ซึ่งเป็นอักษรตัวแรกของคำในภาษาญี่ปุ่น 5คำ คือ
 
 
1.SEIRI (เซริ) = สะสาง
2.SEITON (เซตง) = สะดวก
3.SEISO (เซโซ) = สะอาด
4.SEIKETSU (เซเคทซึ) = สุขลักษณะ
5.SHITSUKE (ซิทซึเคะ) = สร้างนิสัย
 
 
   ส.1 : สะสาง
    คือการแยกของที่ต้องการออกจากของที่ไม่ต้องการและขจัดของที่ไม่ต้องการทิ้งไป วิธีการคือ
   1.สำรวจสิ่งของเครื่องใช้ อุปกรณ์และเอกสารในสถานที่ทำงาน
   2.แยกของทีต้องการและไม่ต้องการออกกจากกัน
   3.ขจัดของที่ไม่ต้องการทิ้ง
 
   ส.2 : สะดวก
   คือ การจัดวาสิ่งของต่าง ๆ ในที่ทำงานให้เป็นระเบียบ เพื่อความสะดวกและปลอดภัยวิธีการคือ
   1.ศึกษาวิธีการเก็บวางสิ่งขิงโดยคำนึงถึงความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพ
   2.กำหนดที่วางให้แน่ชัด โดยคำนึงถึงการใช้เนื้อที่
   3.เขียนป้ายชื่อแสดงสถานที่วาง และเก็บสิ่งของเครื่องใช้ อุปกรณ์
 
   ส.3 : สะอาด
   คือ การทำความสะอาดเครื่องจักรอุปกรณ์และสถานที่ทำงานพร้อมทั้งตรวจสอบขจัดสาเหตุ
   ของความไม่สะอาดนั้น ๆ วิธีการคือ
   1.ทำความสะอาดสถานที่ทำงาน
   2.กำหนดแบ่งเขตพื้นที่
   3.ขจัดสาเหตุอันเป็นต้นตอของขยะ ความสกปรก เลอะเทอะ
   4.ตรวจเช็คเครื่องใช้ อุปกรณ์ ด้วยการทำความสะอาด
 
   ส.4 : สุขลักษณะ
   คือ การรักษาความสะอาด ดูแลสถานที่ทำงานและปฏิบัติตนให้ถูกสุขลักษณะวิธีการคือ
   1.ขจัดมลภาวะซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตของพนักงาน
   เช่น อากาศเป็นพิษ เสียงดังเกินไป แสงสว่างไม่เพียงพอ ควันและเขม่าฟุ้งกระจายทั่วไป
   2.ปรุงแต่งสถานที่ทำงานให้เป็นระเบียบ สะอาดหมดจดยิ่งขึ้น มีบรรยากาศร่มรื่น   
   น่าทำงาน เปรียบเสมือนที่พักผ่อน
   3.พนักงานแต่งกายให้ถูกระเบียบ สะอาดหมดจด
 
   ส.5 : สร้างนิสัย
   คือ การรักษาและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ 4 ส.จนเป็นนิสั และมีวินัยในการทำงาน   
   วิธีการคือฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจ ต่อกฎระเบียบ
   มาตรฐานการทำงานต่าง ๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติจนเป็นนิสัย โดยการตอกย้ำ
 
   เรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องเป็นประจำ
 
ความหมายของกิจกรรม 5 ส
 
 5 ส คือ กระบวนการในกรจัดสถานที่ทำงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยมุ่งเน้นที่จะก่อให้เกิดประ สิทธิภาพของ
การทำงานและจิตสำนึกในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่ดีของผู้ปฏิบัติงาน
 5 ส คำ ย่อซึ่งแปลมาจาก 5 S ซึ่งเป็นอักษรตัวแรกของคำในภาษาญี่ปุ่น 5คำ คือ
 
 
1.SEIRI (เซริ) = สะสาง
2.SEITON (เซตง) = สะดวก
3.SEISO (เซโซ) = สะอาด
4.SEIKETSU (เซเคทซึ) = สุขลักษณะ
5.SHITSUKE (ซิทซึเคะ) = สร้างนิสัย
 
 
   ส.1 : สะสาง
    คือการแยกของที่ต้องการออกจากของที่ไม่ต้องการและขจัดของที่ไม่ต้องการทิ้งไป วิธีการคือ
   1.สำรวจสิ่งของเครื่องใช้ อุปกรณ์และเอกสารในสถานที่ทำงาน
   2.แยกของทีต้องการและไม่ต้องการออกกจากกัน
   3.ขจัดของที่ไม่ต้องการทิ้ง
 
   ส.2 : สะดวก
   คือ การจัดวาสิ่งของต่าง ๆ ในที่ทำงานให้เป็นระเบียบ เพื่อความสะดวกและปลอดภัยวิธีการคือ
   1.ศึกษาวิธีการเก็บวางสิ่งขิงโดยคำนึงถึงความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพ
   2.กำหนดที่วางให้แน่ชัด โดยคำนึงถึงการใช้เนื้อที่
   3.เขียนป้ายชื่อแสดงสถานที่วาง และเก็บสิ่งของเครื่องใช้ อุปกรณ์
 
   ส.3 : สะอาด
   คือ การทำความสะอาดเครื่องจักรอุปกรณ์และสถานที่ทำงานพร้อมทั้งตรวจสอบขจัดสาเหตุ
   ของความไม่สะอาดนั้น ๆ วิธีการคือ
   1.ทำความสะอาดสถานที่ทำงาน
   2.กำหนดแบ่งเขตพื้นที่
   3.ขจัดสาเหตุอันเป็นต้นตอของขยะ ความสกปรก เลอะเทอะ
   4.ตรวจเช็คเครื่องใช้ อุปกรณ์ ด้วยการทำความสะอาด
 
   ส.4 : สุขลักษณะ
   คือ การรักษาความสะอาด ดูแลสถานที่ทำงานและปฏิบัติตนให้ถูกสุขลักษณะวิธีการคือ
   1.ขจัดมลภาวะซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตของพนักงาน
   เช่น อากาศเป็นพิษ เสียงดังเกินไป แสงสว่างไม่เพียงพอ ควันและเขม่าฟุ้งกระจายทั่วไป
   2.ปรุงแต่งสถานที่ทำงานให้เป็นระเบียบ สะอาดหมดจดยิ่งขึ้น มีบรรยากาศร่มรื่น   
   น่าทำงาน เปรียบเสมือนที่พักผ่อน
   3.พนักงานแต่งกายให้ถูกระเบียบ สะอาดหมดจด
 
   ส.5 : สร้างนิสัย
   คือ การรักษาและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ 4 ส.จนเป็นนิสั และมีวินัยในการทำงาน   
   วิธีการคือฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจ ต่อกฎระเบียบ
   มาตรฐานการทำงานต่าง ๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติจนเป็นนิสัย โดยการตอกย้ำ
 
   เรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องเป็นประจำ
 
ความหมายของกิจกรรม 5 ส
 
 5 ส คือ กระบวนการในกรจัดสถานที่ทำงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยมุ่งเน้นที่จะก่อให้เกิดประ สิทธิภาพของ
การทำงานและจิตสำนึกในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่ดีของผู้ปฏิบัติงาน
 5 ส คำ ย่อซึ่งแปลมาจาก 5 S ซึ่งเป็นอักษรตัวแรกของคำในภาษาญี่ปุ่น 5คำ คือ
 
 
1.SEIRI (เซริ) = สะสาง
2.SEITON (เซตง) = สะดวก
3.SEISO (เซโซ) = สะอาด
4.SEIKETSU (เซเคทซึ) = สุขลักษณะ
5.SHITSUKE (ซิทซึเคะ) = สร้างนิสัย
 
 
   ส.1 : สะสาง
    คือการแยกของที่ต้องการออกจากของที่ไม่ต้องการและขจัดของที่ไม่ต้องการทิ้งไป วิธีการคือ
   1.สำรวจสิ่งของเครื่องใช้ อุปกรณ์และเอกสารในสถานที่ทำงาน
   2.แยกของทีต้องการและไม่ต้องการออกกจากกัน
   3.ขจัดของที่ไม่ต้องการทิ้ง
 
   ส.2 : สะดวก
   คือ การจัดวาสิ่งของต่าง ๆ ในที่ทำงานให้เป็นระเบียบ เพื่อความสะดวกและปลอดภัยวิธีการคือ
   1.ศึกษาวิธีการเก็บวางสิ่งขิงโดยคำนึงถึงความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิภาพ
   2.กำหนดที่วางให้แน่ชัด โดยคำนึงถึงการใช้เนื้อที่
   3.เขียนป้ายชื่อแสดงสถานที่วาง และเก็บสิ่งของเครื่องใช้ อุปกรณ์
 
   ส.3 : สะอาด
   คือ การทำความสะอาดเครื่องจักรอุปกรณ์และสถานที่ทำงานพร้อมทั้งตรวจสอบขจัดสาเหตุ
   ของความไม่สะอาดนั้น ๆ วิธีการคือ
   1.ทำความสะอาดสถานที่ทำงาน
   2.กำหนดแบ่งเขตพื้นที่
   3.ขจัดสาเหตุอันเป็นต้นตอของขยะ ความสกปรก เลอะเทอะ
   4.ตรวจเช็คเครื่องใช้ อุปกรณ์ ด้วยการทำความสะอาด
 
   ส.4 : สุขลักษณะ
   คือ การรักษาความสะอาด ดูแลสถานที่ทำงานและปฏิบัติตนให้ถูกสุขลักษณะวิธีการคือ
   1.ขจัดมลภาวะซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิตของพนักงาน
   เช่น อากาศเป็นพิษ เสียงดังเกินไป แสงสว่างไม่เพียงพอ ควันและเขม่าฟุ้งกระจายทั่วไป
   2.ปรุงแต่งสถานที่ทำงานให้เป็นระเบียบ สะอาดหมดจดยิ่งขึ้น มีบรรยากาศร่มรื่น   
   น่าทำงาน เปรียบเสมือนที่พักผ่อน
   3.พนักงานแต่งกายให้ถูกระเบียบ สะอาดหมดจด
 
   ส.5 : สร้างนิสัย
   คือ การรักษาและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ 4 ส.จนเป็นนิสั และมีวินัยในการทำงาน   
   วิธีการคือฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจ ต่อกฎระเบียบ
   มาตรฐานการทำงานต่าง ๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติจนเป็นนิสัย โดยการตอกย้ำ
 
   เรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องเป็นประจำ
 
นาย ณัฐวุฒิ พฤษาราพรมราช [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 11:13
28
อ้างอิง

6.1 มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000

    6.1.1 ความหมายของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000

        

            กรมอาชีวศึกษา (2539 :13) กล่าวว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 หมายถึงมาตรฐานสากล
เกี่ยวกับระบบบริหารงานคุณภาพขั้นพื้นฐานที่ใช้เพื่อการบริหารหรือจัดการคุณภาพและการประกันคุณภาพ
โดยเน้นการสร้างคุณภาพภายในองค์กร ซึ่งจะเน้นองค์กรประเภทใดก็ได้ไม่จำกัดชนิดของสินค้าหรือบริการ
ไม่ระบุชนิดหรือขนาดของอุตสาหกรรมใดโดยเฉพาะ นำมาใช้โดยไม่มีขีดจำกัด
          สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) (2546 : 2/16) ได้นิยามความหมายระบบบริหารงาน
คุณภาพ (Quality Management System) หมายถึง ระบบที่มีการกำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์และการ
ดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดทิศทางและควบคุมองค์การในเรื่องคุณภาพ
          สรุป มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 คือมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นระบบบริหาร
ประกันคุณภาพขั้นพื้นฐานอันเกี่ยวกับการจัดการทางด้านคุณภาพและการประกันคุณภาพ โดยมีความมุ่งหมาย
ที่จะให้ระบบคุณภาพเท่าเทียมกันระหว่างองค์การต่าง ๆ และประเทศต่าง ๆ

ประวัติความเป็นมาของมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000

องค์กรสากลว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization : ISO) ซึ่ง
ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ก่อตั้งเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 (พ.ศ. 2490) ปัจจุบัน
มีสมาชิก 143 ประเทศ ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25 ประเทศร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน
มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสหประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การ
ชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล

จุดเริ่มแรกในการดำเนินระบบมาตรฐาน ISO 9000 คือ สถาบันมาตรฐานแห่งประเทศเยอรมนี
(DIN) ในปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521) มีแนวคิดพื้นฐานคือ การนำระบบมาตรฐานของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน
มารวมให้เป็นมาตรฐานประเภทเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นซึ่งตรงกับหลักการ
ของ ISO ดังนั้นทาง ISO จึงได้ตั้งคณะกรรมการทางด้านเทคนิค (Technic Committee : ISO/TC/176) ขึ้นมา
การจัดตั้งองค์กร ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือเกิดระบบมาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ISO เดิมใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในภาษากรีกแปลว่า ความสับสน (ไม่เป็นมงคล)
จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีกคือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ขององค์การ
ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมกัน (ทัดเทียมกัน) โดยมีภารกิจหลัก คือ

1. ให้การสนับสนุนพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อสนองต่อการค้าขายแลกเปลี่ยน
สินค้า และบริการของนานาชาติทั่วโลก
2. พัฒนาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของมวลมนุษย์
ชาติ

ผลงานที่เป็นรูปธรรมของ ISO คือ การกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล (Inter-
national Standard) ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้าน
เทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า
Technical Committee, ISO/TC Quality Assurance และ

คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารงานคุณภาพเป็นสากล ต้นแบบ
ของ ISOO 9000 นั้นมาจากมาตรฐานแห่งชาติของอังกฤษ คือ BS 5750 มาเป็นแนวทาง คือระบบบริหารงาน
คุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อ
กำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบคุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม
พาณิชยกรรม ธุรกิจการบริหารทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่

ISO ประกอบด้วยสมาชิก 3 ประเภท คือ

1. Member Body เป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ ซึ่งหมายถึง เป็นตัวแทนทางด้านการมาตรฐาน
ของประเทศนั้น ๆ มีสิทธิออกเสียงในเรื่องของวิชาการ มีสิทธิเข้ารับการเลือกตั้งเป็นคณะมนตรี ISO และ
สามารถเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่
2. Correspondent Member เป็นหน่วยงานของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังไม่มีสถาบันมาตรฐาน
เป็นของตัวเอง สมาชิกประเภทนี้จะไม่เข้าร่วมในเรื่องของวิชาการ แต่มีสิทธิจะได้รับข่าวสารความเคลื่อนไหว
ของ ISO และเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ในฐานะผู้สังเกตการณ์
3. Subscribe Membership สมาชิกประเภทนี้ เปิดสำหรับกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจค่อนข้างเล็ก
ให้สามารถติดต่อกับ ISO ได้

          สำหรับประเทศไทยได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบในเรื่องมาตรฐานของประเทศ เรียกว่า
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) (Thai Industrial Standard Institute: TISI) สังกัดกระทรวง
อุตสาหกรรม เมื่อปี พ.ศ. 2511 หมายเลขโทรศัพท์ 02-248-1550 โทรสาร 02-246-4085, 246-4307 (สำหรับ
มาตรฐานที่ใช้ควบคุมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเรียกว่า มาตรฐานอุตสาหกรรม : มอก.) และ สมอ. ได้ประกาศ
ใช้อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 ในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2534 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 108
ตอนที่ 99 วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2534 โดยใช้ชื่อว่า อนุกรมมาตรฐานระบบคุณภาพ มอก. - ISO 9000 ในปี
พ.ศ. 2542

ภาพที่ 39 แสดงเครื่องหมายที่ใช้รับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดย สมอ.

เครื่องหมายมาตรฐาน ทั่วไป

เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ
เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความปลอดภัย

เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม


เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า

ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกส่วนมากให้การยอมรับมาตรฐาน ISO 9000 อย่างชัดเจน
แต่อย่างไรก็ตามได้มีการเรียกชื่อระบบคุณภาพที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ดังนี้

 ชื่อเรียก และอักษรย่อสำหรับมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 ของประเทศต่าง ๆ

ชื่อประเทศ
ชื่อเรียกย่อ
1. มาตรฐานไอเอสโอ
2. ออสเตรเลีย
3. ออสเตรีย
4. เบลเยี่ยม
5. แคนาดา
6. เดนมาร์ก
7. ตลาดร่วมด้านเศรษฐกิจของยุโรป
8. ฟินแลนด์
9. ฝรั่งเศส
10. เยอรมัน
11. อินเดีย
12. ไอร์แลนด์
13. เนเธอร์แลนด์
14. นอร์เวย์
15. แอฟริกาใต้
16. สเปน
17. สวีเดน
18. สวิตเซอร์แลนด์
19. เครือจักรภพ
20. สหรัฐอเมริกา
21. ยูโกสลาเวีย
22. ญี่ปุ่น
23. สิงคโปร์
24. ไทย
25. จีน
1. ISO 9000
2. AS 3900
3. Norm ISO 9000
4. NBN X 50-002-1
5. DS/ISO 9000
6. DS/EN 29000
7. EN 29000
8. SFS-ISO 9000
9. NF S 50-121
10. DIN ISO 9000
11. IS 300
12. ISO 9000
13. NEN-ISO 9000
14. NS 5801
15. SABS 0157
16. UNE 66 900
17. SS 9000
18. SN-ISO>900
19. BS 5750
20. ANSI/ASQC Q90
21. JUS A.K.1.010
22. JISZ 9900 - 1991
23. SS 308.1998
24. TISI ISO 9000
25. GB/T 10300.1-88

สรุปประวัติความเป็นมาของ ISO

1. ISO ย่อมาจากคำว่า International Organization for Standardization (องค์การระหว่าง
ประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน) ซึ่งเป็นองค์การสากลที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดหรือปรับมาตรฐาน
นานาชาติเกือบทุกประเภท (ยกเว้นด้านไฟฟ้า ซึ่งเป็นหน้าที่ของ IEC) เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ในโลก
สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันได้

2. ISO เมื่อก่อนใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในทางภาษากรีกแปลออกมาแล้วไม่เป็น
มงคล จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีก คือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ของ
องค์กร ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมเทียมกัน

3. องค์การนี้เป็นองค์การนานาชาติที่ดำเนินกิจกรรม เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ชาติ ได้
ก่อตั้งเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 หรือ พ.ศ. 2490 ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25
ประเทศ ร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสห-
ประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล

4. การจัดตั้งองค์การ ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนด
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือเกิดระบบ
มาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

5. ปัจจุบันองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน หรือ ISO มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบด้วยสมาชิกจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกปัจจุบัน 143 ประเทศ โดยมีภารกิจ
หลักคือ

5.1 ให้การสนับสนุนและพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนองต่อการค้าขาย
แลกเปลี่ยนสินค้า และการบริการของนานาชาติทั่วโลก
5.2 พัฒนาความร่วมมือในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของ
มวลมนุษยชาติ

6. ผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมของ ISO คือการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล
(International Standard) และได้มีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 ขึ้น
เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้านเทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง
เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า Technical Committee,
ISO/TC 176 on Quality Assurance

7. คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารคุณภาพเป็นสากลโดยการ
นำเอามาตรฐาน BS 5750 ของอังกฤษมาเป็นแนวทาง คือ ระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐาน
ของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อกำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบ
คุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ธุรกิจการ การ
บริหาร ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่

      6.1.2 ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000

           มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 หรือเรียกอย่างย่อว่าระบบคุณภาพ ISO 9000 ตาม
ความหมายที่กล่าวมาแล้วว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้เพื่อการบริหารหรือ
จัดการคุณภาพภายในองค์การ ซึ่งไม่จำกัดว่าเป็นองค์การธุรกิจ กิจการอุตสาหกรรมก็สามารถที่จะนำเอาระบบ
คุณภาพนี้ไปใช้ได้ ทั้งนี้ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะไม่รับประกันว่าผลิตภัณฑ์จะดีที่สุดหรือมีมาตรฐานที่สุด
แต่ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะประกันว่าการบริหารงานขององค์การนั้นมีคุณภาพทั่วทั้งองค์กร ซึ่งอาจจะเป็น
ผลกันว่าเมื่อมีการบริหารงานที่ดีมีคุณภาพ ย่อมจะส่งผลไปถึงความมีคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการด้วย
ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000 ดังนี้

1. เป็นการบริหารงานคุณภาพ เพื่อทำให้ลูกค้าพึงพอใจ โดยยึดหลักของคุณภาพที่มุ่งเน้นให้มี
การจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) เป็นไปตาม
ความต้องการของลูกค้าตั้งแต่แรกที่ได้รับสินค้าหรือบริการตามข้อตกลง
2. เน้นการบริหารงานคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มขั้นตอนแรกจนขั้นตอนสุดท้ายในกระบวน
การผลิตของธุรกิจนั้น ๆ
3. เน้นการปฏิบัติที่เป็นระบบอย่างมีแบบแผน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น
4. สามารถตรวจสอบได้ง่าย โดยมีหลักฐานทางด้านเอกสารที่เก็บไว้ ซึ่งจะนำเอาสิ่งที่ปฏิบัติมา
จัดทำเป็นเอกสาร โดยจัดเป็นหมวดหมู่เพื่อให้นำไปใช้งานได้สะดวกและก่อให้เกิดประสิทธิภาพ
5. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่ทุกคนในองค์การมีส่วนร่วม
6. เป็นแนวทางการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์การ
7. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่นานาชาติยอมรับและใช้เป็นมาตรฐานของประเทศ
8. เป็นที่ยอมรับของลูกค้าชั้นนำ เช่น ประเทศในกลุ่มทวีปยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา และเป็น
เงื่อนไขของกลุ่มประเทศภายใต้การตกลงว่าด้วยสิทธิการปกป้องอัตราภาษีศุลกากรระหว่างประเทศ (General
Agreement on Tax and Tariff; GATT) ที่กำหนดให้ประเทศคู่แข่งขันทางการค้าใช้เป็นมาตรฐานสากลให้
การยอมรับซึ่งกันและกันสำหรับการทดสอบและการรับรอง
9. ระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นการรับรองในระบบคุณภาพขององค์การ ไม่ใช่เป็นการรับรอง
ตัวผลิตภัณฑ์เหมือนกับมาตรฐานสินค้าอื่น ๆ
10. ต้องมีหน่วยงานที่ 3 (third party) ที่ได้รับการรับรองจากองค์การมาตรฐานสากลระหว่าง
ประเทศ (ISO) มาทำการตรวจสอบเพื่อให้การรับรอง เมื่อผ่านการรับรองแล้วจะต้องได้รับการตรวจซ้ำอีก
อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ตลอดระยะเวลาของการรับรอง 3 ปี เมื่อครบกำหนด 3 ปี แล้วจะต้องมีการตรวจ
ประเมินใหม่ทั้งหมด

โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000
โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 มีดังนี้

1. มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของมาตรฐาน และเปลี่ยนแปลงแนวคิดเพื่อให้ตรงตามความ
พึงพอใจของลูกค้า
2. ประเพณีที่เคยปฏิบัติมาที่เป็นข้อกำหนดทั้ง 20 ข้อของมาตรฐานในปี 1994 ถูกเปลี่ยนให้เป็น
แนวคิดในการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ (Process Approach)
3. โครงสร้างพื้นฐานของกระบวนการจะถูกทำให้สอดคล้องตรงกับแนวคิดเรื่องวงจรการพัฒนา
ระบบอย่างต่อเนื่อง Plan-Do-Check-Act (P-D-C-A) เปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้สอดคล้องรับกับมาตรฐาน
ISO 14000:1996 และ OHSAS 18000:1999
4. ใช้หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการเป็นเครื่องมือช่วยในการทำให้การบริหารงาน
ระบบคุณภาพประสบความสำเร็จ

          ISO 9000 : 2000 มุ่งส่งเสริมให้มีการนำการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ
สำหรับการจัดทำระบบบริหารคุณภาพ การนำระบบบริหารคุณภาพไปประยุกต์ใช้ และการปรับปรุง
ประสิทธิผลของระบบบริหารขององค์การ ทั้งนี้ก็เพื่อให้องค์การสามารถเสริมสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า
ของตนด้านการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า

          ในการที่องค์การใดจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องกำหนดและบริหาร
ควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบภายในองค์การนั้น อาจกล่าวได้ว่ากิจกรรม
ใด ๆ ก็ตามที่มีการใช้ทรัพยากร และมีการจัดการเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปัจจัยป้อนเข้า (Inputs) ให้
กลายเป็นผลผลิต (Outputs) กิจกรรมนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการ (Process) บ่อยครั้งที่ผลผลิตของ
กระบวนการหนึ่งจะกลายเป็นปัจจัยป้อนเข้าให้กับกระบวนการหนึ่งที่อยู่ถัดไป

          การประยุกต์ใช้ระบบจะประกอบขึ้นด้วยกระบวนการต่าง ๆ ที่อยู่ภายในองค์การ โดยมีการระบุ
ถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ (Interactions) รวมถึงการบริหารจัดการกระบวนการเหล่านั้นด้วย การ
ดำเนินการเช่นว่านี้อาจเรียกได้ว่าการบริหารโดยมองเป็นกระบวนการ (Process approach)

          คุณประโยชน์ประการหนึ่งของการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ คือ การ
เอื้ออำนวยให้องค์การสามารถดำเนินการควบคุมการเชื่อมโยงระหว่างแต่ละกระบวนการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
กระบวนการ และการผนวกร่วมกันของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบบริหารคุณภาพ จะทำให้มีการ
เน้นถึงความสำคัญของ

1. การทำความเข้าใจและการตอบสนองต่อข้อกำหนด
2. ความจำเป็นในการพิจารณาถึงกระบวนการ ในแง่ของการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value)
3. การให้ได้มาซึ่งผลการดำเนินการของกระบวนการและประสิทธิผลของกระบวนการ
4. การปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยข้อมูลจากการตรวจวัดอย่างเป็นระบบ

          หลักการทางระบบ ISO 9000 : 2000 คือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และมองเป็นกระบวนการ
ซึ่งสามารถอธิบายเป็นแผนภูมิได้ ดังนี้

ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนา, 2546 : 1-7

          จากภาพ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าลูกค้าขององค์การ มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการกำหนดหรือ
ระบุชี้ความต้องการของลูกค้าให้เป็นปัจจัยป้อนเข้าของระบบการจัดการในองค์การ การเฝ้าติดตาม (Monitor-
ing) ถึงความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction) ภายหลังจากองค์การได้ส่งมอบผลผลิตขององค์การ
ไปแล้ว การเฝ้าติดตามวัดความพึงพอใจของลูกค้านั้น เพื่อให้ทราบว่าบรรดาข้อกำหนดของลูกค้าได้รับการ
ตอบสนองโดยครบถ้วนแล้วหรือไม่
          หลักการที่ระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000:2000 นำมาใช้คือหลักการพัฒนาออย่างต่อเนื่อง คือ
          Plan : ทำการกำหนด หรือระบุชี้ วัตถุประสงค์และกระบวนการที่จำเป็นต่อการส่งมอบ
ผลิตภัณฑ์บริการที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของลูกค้า และนโยบายขององค์กรเอง
          Do : นำกระบวนการที่กำหนดชัดเจนแล้วไปปฏิบัติให้เกิดผล
          Check : ติดตามตารางและจัดกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ โดยเปรียบเทียบกับนโยบายวัตถุประสงค์
ของผลิตภัณฑ์
          Action : ปฏิบัติการต่าง ๆ แล้วปรับปรุงผลการดำเนินงานของกระบวนการให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000

มาตรฐาน
หัวข้อ
ISO 9000 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : หลักการพื้นฐานและคำศัพท์
ISO 9001 : 2000 ระบบบริหารคุณภาพ : ข้อกำหนด
ISO 9004 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : แนวทางสำหรับปรับปรุงสมรรถนะ

          อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000:2000 มี 2 ฉบับ คือ ISO 9001 และ ISO 9004 ซึ่งทั้ง 2 ฉบับเป็น
มาตรฐานซึ่งสอดรับกัน (Consistent Pair) หรือจะแยกกันก็ได้ และถึงแม้ว่ามาตรฐานทั้งสองจะมีขอบข่าย
ที่แตกต่างกัน แต่มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับ มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันอาจเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่าง
มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับได้ดังนี้
          มาตรฐาน ISO 9001 ได้วางข้อกำหนดสำหรับองค์การ เพื่อการจัดทำระบบบริหารคุณภาพสำหรับ
ประยุกต์ใช้ภายในองค์การของงาน และการออกใบรับรอง หรือเพื่อวัตถุประสงค์ภายใต้ข้อตกลงหรือสัญญา
ระหว่างองค์กรกับลูกค้า มาตรฐานฉบับนี้มุ่งเน้นที่ความมีประสิทธิผลของระบบบริหารคุณภาพขององค์กร
ในการบรรลุถึงข้อกำหนดของลูกค้า
         มาตรฐาน ISO 9004 ให้แนวทางของระบบบริหารคุณภาพที่มีขอบเขตกว้างขวางกว่าที่กำหนด
ไว้ใน ISO 9001 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงผลการดำเนินงานโดยรวม ขององค์การอย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมถึงด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย มีความประสงค์จะพัฒนาองค์กรของงานให้ก้าวไปเกินกว่าระดับที่กำหนดใช้ใน มาตรฐาน ISO 9001 โดยเฉพาะในด้านการปรับปรุงผลประกอบการขององค์กรอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามมาตรฐาน ISO 9004 ไม่มีวัตถุประสงค์ให้ใช้หรือการขอการรับรอง(Certification) หรือเพื่อประกอบในการทำสัญญากับลูกค้า
          ISO 9000:2000 ไม่มีข้อกำหนดที่จำเพาะเจาะจงในหัวข้อการบริหารจัดการในระบบอื่น ๆ เช่น
ระบบบริหารสิ่งแวดล้อม (Environmental Management) ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยและอาชีว-
อนามัย (Occupational Health and Safety Management) หรือระบบการบริหารการเงิน (Financial Manage-
ment) หรือแม้กระทั่งการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) อย่างไรก็ตามมาตรฐานฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้องค์การผู้นำมาตรฐานนี้ไปใช้ สามารถเลือกที่จะปรับ (Align) หรือผนวกรวม (Integrate) ระบบบริหาร
คุณภาพให้สอดรับกับระบบการบริหารอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วในองค์กร แต่ในบางกรณีองค์กรอาจปรับเปลี่ยน
ระบบการบริหารงานของตนเพื่อเอื้ออำนวยให้สามารถจัดทำระบบบริหารงานคุณภาพที่สอดรับกับข้อกำหนด
ในมาตรฐานฉบับนี้ก็ได้

     หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการ
          หลักการที่ 1 : องค์กรที่ให้ความสำคัญแก่ลูกค้า (Customer Focused Organization)
          'องค์กรต้องพึ่งพิงลูกค้าเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าทั้ง
ในส่วนปัจจุบันและอนาคต และทำให้บรรลุความต้องการเหล่านั้น รวมถึงการพยายามที่จะทำให้ได้เกินความ
คาดหวังของลูกค้า'
          'Organizations depend their customers and therefore should understand current and future
customer needs, should meet customer requirements and strive to exceed customer expectations.'

     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. เข้าใจความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้า
2. กำหนดเป้าหมายและองค์กรให้สัมพันธ์กับความต้องการและคาดหวังของลูกค้า
3. สื่อความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้าให้เป็นที่เข้าใจทั่วถึงทั้งองค์กรวัดความพึงพอใจ
ของลูกค้า
4. สร้างสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเป็นระบบ
5. คำนึงถึงความสมดุลในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ

     ประโยชน์ที่ได้

1. มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วในการตอบสนองตลาด ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดและรายได้
เพิ่มขึ้น
2. เพิ่มความภักดีของลูกค้า และการแนะนำต่อ
3. ทำให้การใช้ทรัพยากรเพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

      หลักการที่ 2 : ความเป็นผู้นำ (Leadership)

          'ผู้นำเป็นผู้กำหนดความเป็นเอกภาพของวัตถุประสงค์และทิศทางขององค์กร ผู้นำต้องเป็นผู้
สร้างและธำรงไว้ซึ่งปัจจัยเกื้อหนุนภายในที่สนับสนุนให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและส่งเสริมการบรรลุ
วัตถุประสงค์ขององค์กรได้'

          'Leaders establish unity of purpose and direction of the organization. They should create and
maintain the internal environment in which people can become fully involved in achieving the organization's
objectives

      การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. พิจารณาความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
2. กำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนขององค์กร
3. กำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย
4. สร้างและรักษาคุณค่า ความเสมอภาค และจรรยาบรรณร่วมกัน ให้มีในทุกระดับขององค์กร
5. สร้างความไว้วางใจและขจัดความหวาดกลัว
6. จัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น
7. ให้การฝึกอบรม
8. ให้อิสระในการปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบ
9. สร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุน และให้การยอมรับต่อการมีส่วนร่วมของบุคลากร

     ประโยชน์ที่ได้

1. ทำให้บุคลากรเข้าใจและเกิดแรงจูงใจเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขององค์กร
2. มีการประเมินผลของกิจกรรมต่าง ๆ ปรับ และนำไปปฏิบัติ เพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกัน
3. ลดความผิดพลาดในการสื่อความ ระหว่างบุคลากรในระดับต่าง ๆ

     หลักการที่ 3 : การมีส่วนร่วมของบุคลากร (Involvement of people)

          'พนักงานทุกระดับถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรและการให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และเต็ม
ความสามารถของพนักงานทุกคน ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่องค์กร'
          'People at all levels are the essence of an organization and their full involvement enables their
abilities to be used for the organization's benefit.'

     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. ทำให้บุคลากรเข้าใจในความสำคัญของการมีส่วนร่วมและบทบาทของตนในองค์กร
2. ให้รู้ข้อจำกัดในการทำงาน
3. ทำให้ยอมรับเป็นเจ้าของปัญหา และความรับผิดชอบในการแก้ไข
4. ประเมินผลงานเทียบกับเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้
5. เพิ่มพูนความรู้ความสามารถอย่างสม่ำเสมอ
6. แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์
7. พิจารณาข้อปัญหา และประเด็นต่าง ๆ อย่างเปิดเผย

ประโยชน์ที่ได้

1. ทำให้บุคลากรเกิดแรงจูงใจ มุ่งมั่น และมีส่วนร่วม
2. สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้เหนือกว่าเป้าหมายที่องค์กรกำหนด
3. บุคลากรมีความรับผิดชอบต่อผลงานของตัวเอง
4. กระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมและช่วยทำให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

      หลักการที่ 4 : การบริหารเชิงกระบวนการ (Process approach)

          'ผลลัพธ์ที่ต้องการสามารถบรรลุได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อทรัพยากรและกิจกรรมที่
เกี่ยวข้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นกระบวนการ'
'A desired result is achieved more efficiently when activities and related resources are managed
as a process.'

     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. กำหนดกิจกรรมที่จำเป็นเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการ
2. กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินการกิจกรรมหลักให้ชัดเจน
3. วิเคราะห์และวัดขีดความสามารถของกิจกรรมหลัก
4. แสดงความสัมพันธ์ของกิจกรรมหลัก ทั้งภายในหน่วยงาน และระหว่างหน่วยงานในองค์กร
5. เน้นปัจจัยที่จะก่อให้เกิดการปรับปรุงกิจกรรมหลักขององค์กร เช่น ทรัพยากร วิธีการ
6. ประเมินความเสี่ยง และผลกระทบ ที่มีต่อลูกค้า ผู้ขาย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ

     ประโยชน์ที่ได

1. ลดค่าใช้จ่าย และลดระยะเวลาในการทำงาน จากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
2. ทำให้ผลงานมีความสม่ำเสมอ มีการปรับปรุง และสามารถคาดการณ์ได้
3. สามารถเน้นและจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะปรับปรุง

     หลักการที่ 5 : การบริหารเป็นระบบ (System approach to management)
          
           'การบ่งชี้ การทำความเข้าใจ และการบริหารจัดการในเชิงระบบที่ประกอบด้วยกระบวน
การต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ต่อกันเพื่อวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิ
ผลขององค์กร'
          'Identifying, understanding and managing interrelated processes as system contributes to the
organization's effectiveness and efficiency

 
เวนิช ยสานติทิพย์ [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 11:18
29
อ้างอิง
.1 มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000

    6.1.1 ความหมายของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000

        

            กรมอาชีวศึกษา (2539 :13) กล่าวว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 หมายถึงมาตรฐานสากล
เกี่ยวกับระบบบริหารงานคุณภาพขั้นพื้นฐานที่ใช้เพื่อการบริหารหรือจัดการคุณภาพและการประกันคุณภาพ
โดยเน้นการสร้างคุณภาพภายในองค์กร ซึ่งจะเน้นองค์กรประเภทใดก็ได้ไม่จำกัดชนิดของสินค้าหรือบริการ
ไม่ระบุชนิดหรือขนาดของอุตสาหกรรมใดโดยเฉพาะ นำมาใช้โดยไม่มีขีดจำกัด
          สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) (2546 : 2/16) ได้นิยามความหมายระบบบริหารงาน
คุณภาพ (Quality Management System) หมายถึง ระบบที่มีการกำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์และการ
ดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดทิศทางและควบคุมองค์การในเรื่องคุณภาพ
          สรุป มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 คือมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นระบบบริหาร
ประกันคุณภาพขั้นพื้นฐานอันเกี่ยวกับการจัดการทางด้านคุณภาพและการประกันคุณภาพ โดยมีความมุ่งหมาย
ที่จะให้ระบบคุณภาพเท่าเทียมกันระหว่างองค์การต่าง ๆ และประเทศต่าง ๆ

ประวัติความเป็นมาของมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000

องค์กรสากลว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization : ISO) ซึ่ง
ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ก่อตั้งเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 (พ.ศ. 2490) ปัจจุบัน
มีสมาชิก 143 ประเทศ ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25 ประเทศร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน
มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสหประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การ
ชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล

จุดเริ่มแรกในการดำเนินระบบมาตรฐาน ISO 9000 คือ สถาบันมาตรฐานแห่งประเทศเยอรมนี
(DIN) ในปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521) มีแนวคิดพื้นฐานคือ การนำระบบมาตรฐานของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน
มารวมให้เป็นมาตรฐานประเภทเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นซึ่งตรงกับหลักการ
ของ ISO ดังนั้นทาง ISO จึงได้ตั้งคณะกรรมการทางด้านเทคนิค (Technic Committee : ISO/TC/176) ขึ้นมา
การจัดตั้งองค์กร ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือเกิดระบบมาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ISO เดิมใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในภาษากรีกแปลว่า ความสับสน (ไม่เป็นมงคล)
จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีกคือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ขององค์การ
ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมกัน (ทัดเทียมกัน) โดยมีภารกิจหลัก คือ

1. ให้การสนับสนุนพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อสนองต่อการค้าขายแลกเปลี่ยน
สินค้า และบริการของนานาชาติทั่วโลก
2. พัฒนาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของมวลมนุษย์
ชาติ

ผลงานที่เป็นรูปธรรมของ ISO คือ การกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล (Inter-
national Standard) ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้าน
เทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า
Technical Committee, ISO/TC Quality Assurance และ

คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารงานคุณภาพเป็นสากล ต้นแบบ
ของ ISOO 9000 นั้นมาจากมาตรฐานแห่งชาติของอังกฤษ คือ BS 5750 มาเป็นแนวทาง คือระบบบริหารงาน
คุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อ
กำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบคุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม
พาณิชยกรรม ธุรกิจการบริหารทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่

ISO ประกอบด้วยสมาชิก 3 ประเภท คือ

1. Member Body เป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ ซึ่งหมายถึง เป็นตัวแทนทางด้านการมาตรฐาน
ของประเทศนั้น ๆ มีสิทธิออกเสียงในเรื่องของวิชาการ มีสิทธิเข้ารับการเลือกตั้งเป็นคณะมนตรี ISO และ
สามารถเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่
2. Correspondent Member เป็นหน่วยงานของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังไม่มีสถาบันมาตรฐาน
เป็นของตัวเอง สมาชิกประเภทนี้จะไม่เข้าร่วมในเรื่องของวิชาการ แต่มีสิทธิจะได้รับข่าวสารความเคลื่อนไหว
ของ ISO และเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ในฐานะผู้สังเกตการณ์
3. Subscribe Membership สมาชิกประเภทนี้ เปิดสำหรับกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจค่อนข้างเล็ก
ให้สามารถติดต่อกับ ISO ได้

          สำหรับประเทศไทยได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบในเรื่องมาตรฐานของประเทศ เรียกว่า
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) (Thai Industrial Standard Institute: TISI) สังกัดกระทรวง
อุตสาหกรรม เมื่อปี พ.ศ. 2511 หมายเลขโทรศัพท์ 02-248-1550 โทรสาร 02-246-4085, 246-4307 (สำหรับ
มาตรฐานที่ใช้ควบคุมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเรียกว่า มาตรฐานอุตสาหกรรม : มอก.) และ สมอ. ได้ประกาศ
ใช้อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 ในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2534 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 108
ตอนที่ 99 วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2534 โดยใช้ชื่อว่า อนุกรมมาตรฐานระบบคุณภาพ มอก. - ISO 9000 ในปี
พ.ศ. 2542

ภาพที่ 39 แสดงเครื่องหมายที่ใช้รับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดย สมอ.

เครื่องหมายมาตรฐาน ทั่วไป

เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ
เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความปลอดภัย

เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม


เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า

ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกส่วนมากให้การยอมรับมาตรฐาน ISO 9000 อย่างชัดเจน
แต่อย่างไรก็ตามได้มีการเรียกชื่อระบบคุณภาพที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ดังนี้

 ชื่อเรียก และอักษรย่อสำหรับมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 ของประเทศต่าง ๆ

ชื่อประเทศ
ชื่อเรียกย่อ
1. มาตรฐานไอเอสโอ
2. ออสเตรเลีย
3. ออสเตรีย
4. เบลเยี่ยม
5. แคนาดา
6. เดนมาร์ก
7. ตลาดร่วมด้านเศรษฐกิจของยุโรป
8. ฟินแลนด์
9. ฝรั่งเศส
10. เยอรมัน
11. อินเดีย
12. ไอร์แลนด์
13. เนเธอร์แลนด์
14. นอร์เวย์
15. แอฟริกาใต้
16. สเปน
17. สวีเดน
18. สวิตเซอร์แลนด์
19. เครือจักรภพ
20. สหรัฐอเมริกา
21. ยูโกสลาเวีย
22. ญี่ปุ่น
23. สิงคโปร์
24. ไทย
25. จีน
1. ISO 9000
2. AS 3900
3. Norm ISO 9000
4. NBN X 50-002-1
5. DS/ISO 9000
6. DS/EN 29000
7. EN 29000
8. SFS-ISO 9000
9. NF S 50-121
10. DIN ISO 9000
11. IS 300
12. ISO 9000
13. NEN-ISO 9000
14. NS 5801
15. SABS 0157
16. UNE 66 900
17. SS 9000
18. SN-ISO>900
19. BS 5750
20. ANSI/ASQC Q90
21. JUS A.K.1.010
22. JISZ 9900 - 1991
23. SS 308.1998
24. TISI ISO 9000
25. GB/T 10300.1-88

สรุปประวัติความเป็นมาของ ISO

1. ISO ย่อมาจากคำว่า International Organization for Standardization (องค์การระหว่าง
ประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน) ซึ่งเป็นองค์การสากลที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดหรือปรับมาตรฐาน
นานาชาติเกือบทุกประเภท (ยกเว้นด้านไฟฟ้า ซึ่งเป็นหน้าที่ของ IEC) เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ในโลก
สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันได้

2. ISO เมื่อก่อนใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในทางภาษากรีกแปลออกมาแล้วไม่เป็น
มงคล จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีก คือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ของ
องค์กร ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมเทียมกัน

3. องค์การนี้เป็นองค์การนานาชาติที่ดำเนินกิจกรรม เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ชาติ ได้
ก่อตั้งเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 หรือ พ.ศ. 2490 ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25
ประเทศ ร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสห-
ประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล

4. การจัดตั้งองค์การ ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนด
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือเกิดระบบ
มาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

5. ปัจจุบันองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน หรือ ISO มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบด้วยสมาชิกจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกปัจจุบัน 143 ประเทศ โดยมีภารกิจ
หลักคือ

5.1 ให้การสนับสนุนและพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนองต่อการค้าขาย
แลกเปลี่ยนสินค้า และการบริการของนานาชาติทั่วโลก
5.2 พัฒนาความร่วมมือในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของ
มวลมนุษยชาติ

6. ผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมของ ISO คือการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล
(International Standard) และได้มีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 ขึ้น
เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้านเทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง
เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า Technical Committee,
ISO/TC 176 on Quality Assurance

7. คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารคุณภาพเป็นสากลโดยการ
นำเอามาตรฐาน BS 5750 ของอังกฤษมาเป็นแนวทาง คือ ระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐาน
ของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อกำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบ
คุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ธุรกิจการ การ
บริหาร ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่

      6.1.2 ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000

           มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 หรือเรียกอย่างย่อว่าระบบคุณภาพ ISO 9000 ตาม
ความหมายที่กล่าวมาแล้วว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้เพื่อการบริหารหรือ
จัดการคุณภาพภายในองค์การ ซึ่งไม่จำกัดว่าเป็นองค์การธุรกิจ กิจการอุตสาหกรรมก็สามารถที่จะนำเอาระบบ
คุณภาพนี้ไปใช้ได้ ทั้งนี้ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะไม่รับประกันว่าผลิตภัณฑ์จะดีที่สุดหรือมีมาตรฐานที่สุด
แต่ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะประกันว่าการบริหารงานขององค์การนั้นมีคุณภาพทั่วทั้งองค์กร ซึ่งอาจจะเป็น
ผลกันว่าเมื่อมีการบริหารงานที่ดีมีคุณภาพ ย่อมจะส่งผลไปถึงความมีคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการด้วย
ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000 ดังนี้

1. เป็นการบริหารงานคุณภาพ เพื่อทำให้ลูกค้าพึงพอใจ โดยยึดหลักของคุณภาพที่มุ่งเน้นให้มี
การจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) เป็นไปตาม
ความต้องการของลูกค้าตั้งแต่แรกที่ได้รับสินค้าหรือบริการตามข้อตกลง
2. เน้นการบริหารงานคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มขั้นตอนแรกจนขั้นตอนสุดท้ายในกระบวน
การผลิตของธุรกิจนั้น ๆ
3. เน้นการปฏิบัติที่เป็นระบบอย่างมีแบบแผน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น
4. สามารถตรวจสอบได้ง่าย โดยมีหลักฐานทางด้านเอกสารที่เก็บไว้ ซึ่งจะนำเอาสิ่งที่ปฏิบัติมา
จัดทำเป็นเอกสาร โดยจัดเป็นหมวดหมู่เพื่อให้นำไปใช้งานได้สะดวกและก่อให้เกิดประสิทธิภาพ
5. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่ทุกคนในองค์การมีส่วนร่วม
6. เป็นแนวทางการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์การ
7. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่นานาชาติยอมรับและใช้เป็นมาตรฐานของประเทศ
8. เป็นที่ยอมรับของลูกค้าชั้นนำ เช่น ประเทศในกลุ่มทวีปยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา และเป็น
เงื่อนไขของกลุ่มประเทศภายใต้การตกลงว่าด้วยสิทธิการปกป้องอัตราภาษีศุลกากรระหว่างประเทศ (General
Agreement on Tax and Tariff; GATT) ที่กำหนดให้ประเทศคู่แข่งขันทางการค้าใช้เป็นมาตรฐานสากลให้
การยอมรับซึ่งกันและกันสำหรับการทดสอบและการรับรอง
9. ระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นการรับรองในระบบคุณภาพขององค์การ ไม่ใช่เป็นการรับรอง
ตัวผลิตภัณฑ์เหมือนกับมาตรฐานสินค้าอื่น ๆ
10. ต้องมีหน่วยงานที่ 3 (third party) ที่ได้รับการรับรองจากองค์การมาตรฐานสากลระหว่าง
ประเทศ (ISO) มาทำการตรวจสอบเพื่อให้การรับรอง เมื่อผ่านการรับรองแล้วจะต้องได้รับการตรวจซ้ำอีก
อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ตลอดระยะเวลาของการรับรอง 3 ปี เมื่อครบกำหนด 3 ปี แล้วจะต้องมีการตรวจ
ประเมินใหม่ทั้งหมด

โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000
โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 มีดังนี้

1. มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของมาตรฐาน และเปลี่ยนแปลงแนวคิดเพื่อให้ตรงตามความ
พึงพอใจของลูกค้า
2. ประเพณีที่เคยปฏิบัติมาที่เป็นข้อกำหนดทั้ง 20 ข้อของมาตรฐานในปี 1994 ถูกเปลี่ยนให้เป็น
แนวคิดในการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ (Process Approach)
3. โครงสร้างพื้นฐานของกระบวนการจะถูกทำให้สอดคล้องตรงกับแนวคิดเรื่องวงจรการพัฒนา
ระบบอย่างต่อเนื่อง Plan-Do-Check-Act (P-D-C-A) เปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้สอดคล้องรับกับมาตรฐาน
ISO 14000:1996 และ OHSAS 18000:1999
4. ใช้หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการเป็นเครื่องมือช่วยในการทำให้การบริหารงาน
ระบบคุณภาพประสบความสำเร็จ

          ISO 9000 : 2000 มุ่งส่งเสริมให้มีการนำการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ
สำหรับการจัดทำระบบบริหารคุณภาพ การนำระบบบริหารคุณภาพไปประยุกต์ใช้ และการปรับปรุง
ประสิทธิผลของระบบบริหารขององค์การ ทั้งนี้ก็เพื่อให้องค์การสามารถเสริมสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า
ของตนด้านการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า

          ในการที่องค์การใดจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องกำหนดและบริหาร
ควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบภายในองค์การนั้น อาจกล่าวได้ว่ากิจกรรม
ใด ๆ ก็ตามที่มีการใช้ทรัพยากร และมีการจัดการเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปัจจัยป้อนเข้า (Inputs) ให้
กลายเป็นผลผลิต (Outputs) กิจกรรมนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการ (Process) บ่อยครั้งที่ผลผลิตของ
กระบวนการหนึ่งจะกลายเป็นปัจจัยป้อนเข้าให้กับกระบวนการหนึ่งที่อยู่ถัดไป

          การประยุกต์ใช้ระบบจะประกอบขึ้นด้วยกระบวนการต่าง ๆ ที่อยู่ภายในองค์การ โดยมีการระบุ
ถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ (Interactions) รวมถึงการบริหารจัดการกระบวนการเหล่านั้นด้วย การ
ดำเนินการเช่นว่านี้อาจเรียกได้ว่าการบริหารโดยมองเป็นกระบวนการ (Process approach)

          คุณประโยชน์ประการหนึ่งของการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ คือ การ
เอื้ออำนวยให้องค์การสามารถดำเนินการควบคุมการเชื่อมโยงระหว่างแต่ละกระบวนการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
กระบวนการ และการผนวกร่วมกันของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบบริหารคุณภาพ จะทำให้มีการ
เน้นถึงความสำคัญของ

1. การทำความเข้าใจและการตอบสนองต่อข้อกำหนด
2. ความจำเป็นในการพิจารณาถึงกระบวนการ ในแง่ของการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value)
3. การให้ได้มาซึ่งผลการดำเนินการของกระบวนการและประสิทธิผลของกระบวนการ
4. การปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยข้อมูลจากการตรวจวัดอย่างเป็นระบบ

          หลักการทางระบบ ISO 9000 : 2000 คือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และมองเป็นกระบวนการ
ซึ่งสามารถอธิบายเป็นแผนภูมิได้ ดังนี้

ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนา, 2546 : 1-7

          จากภาพ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าลูกค้าขององค์การ มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการกำหนดหรือ
ระบุชี้ความต้องการของลูกค้าให้เป็นปัจจัยป้อนเข้าของระบบการจัดการในองค์การ การเฝ้าติดตาม (Monitor-
ing) ถึงความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction) ภายหลังจากองค์การได้ส่งมอบผลผลิตขององค์การ
ไปแล้ว การเฝ้าติดตามวัดความพึงพอใจของลูกค้านั้น เพื่อให้ทราบว่าบรรดาข้อกำหนดของลูกค้าได้รับการ
ตอบสนองโดยครบถ้วนแล้วหรือไม่
          หลักการที่ระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000:2000 นำมาใช้คือหลักการพัฒนาออย่างต่อเนื่อง คือ
          Plan : ทำการกำหนด หรือระบุชี้ วัตถุประสงค์และกระบวนการที่จำเป็นต่อการส่งมอบ
ผลิตภัณฑ์บริการที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของลูกค้า และนโยบายขององค์กรเอง
          Do : นำกระบวนการที่กำหนดชัดเจนแล้วไปปฏิบัติให้เกิดผล
          Check : ติดตามตารางและจัดกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ โดยเปรียบเทียบกับนโยบายวัตถุประสงค์
ของผลิตภัณฑ์
          Action : ปฏิบัติการต่าง ๆ แล้วปรับปรุงผลการดำเนินงานของกระบวนการให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000

มาตรฐาน
หัวข้อ
ISO 9000 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : หลักการพื้นฐานและคำศัพท์
ISO 9001 : 2000 ระบบบริหารคุณภาพ : ข้อกำหนด
ISO 9004 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : แนวทางสำหรับปรับปรุงสมรรถนะ

          อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000:2000 มี 2 ฉบับ คือ ISO 9001 และ ISO 9004 ซึ่งทั้ง 2 ฉบับเป็น
มาตรฐานซึ่งสอดรับกัน (Consistent Pair) หรือจะแยกกันก็ได้ และถึงแม้ว่ามาตรฐานทั้งสองจะมีขอบข่าย
ที่แตกต่างกัน แต่มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับ มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันอาจเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่าง
มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับได้ดังนี้
          มาตรฐาน ISO 9001 ได้วางข้อกำหนดสำหรับองค์การ เพื่อการจัดทำระบบบริหารคุณภาพสำหรับ
ประยุกต์ใช้ภายในองค์การของงาน และการออกใบรับรอง หรือเพื่อวัตถุประสงค์ภายใต้ข้อตกลงหรือสัญญา
ระหว่างองค์กรกับลูกค้า มาตรฐานฉบับนี้มุ่งเน้นที่ความมีประสิทธิผลของระบบบริหารคุณภาพขององค์กร
ในการบรรลุถึงข้อกำหนดของลูกค้า
         มาตรฐาน ISO 9004 ให้แนวทางของระบบบริหารคุณภาพที่มีขอบเขตกว้างขวางกว่าที่กำหนด
ไว้ใน ISO 9001 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงผลการดำเนินงานโดยรวม ขององค์การอย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมถึงด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย มีความประสงค์จะพัฒนาองค์กรของงานให้ก้าวไปเกินกว่าระดับที่กำหนดใช้ใน มาตรฐาน ISO 9001 โดยเฉพาะในด้านการปรับปรุงผลประกอบการขององค์กรอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามมาตรฐาน ISO 9004 ไม่มีวัตถุประสงค์ให้ใช้หรือการขอการรับรอง(Certification) หรือเพื่อประกอบในการทำสัญญากับลูกค้า
          ISO 9000:2000 ไม่มีข้อกำหนดที่จำเพาะเจาะจงในหัวข้อการบริหารจัดการในระบบอื่น ๆ เช่น
ระบบบริหารสิ่งแวดล้อม (Environmental Management) ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยและอาชีว-
อนามัย (Occupational Health and Safety Management) หรือระบบการบริหารการเงิน (Financial Manage-
ment) หรือแม้กระทั่งการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) อย่างไรก็ตามมาตรฐานฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้องค์การผู้นำมาตรฐานนี้ไปใช้ สามารถเลือกที่จะปรับ (Align) หรือผนวกรวม (Integrate) ระบบบริหาร
คุณภาพให้สอดรับกับระบบการบริหารอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วในองค์กร แต่ในบางกรณีองค์กรอาจปรับเปลี่ยน
ระบบการบริหารงานของตนเพื่อเอื้ออำนวยให้สามารถจัดทำระบบบริหารงานคุณภาพที่สอดรับกับข้อกำหนด
ในมาตรฐานฉบับนี้ก็ได้

     หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการ
          หลักการที่ 1 : องค์กรที่ให้ความสำคัญแก่ลูกค้า (Customer Focused Organization)
          'องค์กรต้องพึ่งพิงลูกค้าเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าทั้ง
ในส่วนปัจจุบันและอนาคต และทำให้บรรลุความต้องการเหล่านั้น รวมถึงการพยายามที่จะทำให้ได้เกินความ
คาดหวังของลูกค้า'
          'Organizations depend their customers and therefore should understand current and future
customer needs, should meet customer requirements and strive to exceed customer expectations.'

     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. เข้าใจความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้า
2. กำหนดเป้าหมายและองค์กรให้สัมพันธ์กับความต้องการและคาดหวังของลูกค้า
3. สื่อความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้าให้เป็นที่เข้าใจทั่วถึงทั้งองค์กรวัดความพึงพอใจ
ของลูกค้า
4. สร้างสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเป็นระบบ
5. คำนึงถึงความสมดุลในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ

     ประโยชน์ที่ได้

1. มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วในการตอบสนองตลาด ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดและรายได้
เพิ่มขึ้น
2. เพิ่มความภักดีของลูกค้า และการแนะนำต่อ
3. ทำให้การใช้ทรัพยากรเพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

      หลักการที่ 2 : ความเป็นผู้นำ (Leadership)

          'ผู้นำเป็นผู้กำหนดความเป็นเอกภาพของวัตถุประสงค์และทิศทางขององค์กร ผู้นำต้องเป็นผู้
สร้างและธำรงไว้ซึ่งปัจจัยเกื้อหนุนภายในที่สนับสนุนให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและส่งเสริมการบรรลุ
วัตถุประสงค์ขององค์กรได้'

          'Leaders establish unity of purpose and direction of the organization. They should create and
maintain the internal environment in which people can become fully involved in achieving the organization's
objectives

      การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. พิจารณาความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
2. กำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนขององค์กร
3. กำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย
4. สร้างและรักษาคุณค่า ความเสมอภาค และจรรยาบรรณร่วมกัน ให้มีในทุกระดับขององค์กร
5. สร้างความไว้วางใจและขจัดความหวาดกลัว
6. จัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น
7. ให้การฝึกอบรม
8. ให้อิสระในการปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบ
9. สร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุน และให้การยอมรับต่อการมีส่วนร่วมของบุคลากร

     ประโยชน์ที่ได้

1. ทำให้บุคลากรเข้าใจและเกิดแรงจูงใจเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขององค์กร
2. มีการประเมินผลของกิจกรรมต่าง ๆ ปรับ และนำไปปฏิบัติ เพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกัน
3. ลดความผิดพลาดในการสื่อความ ระหว่างบุคลากรในระดับต่าง ๆ

     หลักการที่ 3 : การมีส่วนร่วมของบุคลากร (Involvement of people)

          'พนักงานทุกระดับถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรและการให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และเต็ม
ความสามารถของพนักงานทุกคน ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่องค์กร'
          'People at all levels are the essence of an organization and their full involvement enables their
abilities to be used for the organization's benefit.'

     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. ทำให้บุคลากรเข้าใจในความสำคัญของการมีส่วนร่วมและบทบาทของตนในองค์กร
2. ให้รู้ข้อจำกัดในการทำงาน
3. ทำให้ยอมรับเป็นเจ้าของปัญหา และความรับผิดชอบในการแก้ไข
4. ประเมินผลงานเทียบกับเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้
5. เพิ่มพูนความรู้ความสามารถอย่างสม่ำเสมอ
6. แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์
7. พิจารณาข้อปัญหา และประเด็นต่าง ๆ อย่างเปิดเผย

ประโยชน์ที่ได้

1. ทำให้บุคลากรเกิดแรงจูงใจ มุ่งมั่น และมีส่วนร่วม
2. สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้เหนือกว่าเป้าหมายที่องค์กรกำหนด
3. บุคลากรมีความรับผิดชอบต่อผลงานของตัวเอง
4. กระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมและช่วยทำให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

      หลักการที่ 4 : การบริหารเชิงกระบวนการ (Process approach)

          'ผลลัพธ์ที่ต้องการสามารถบรรลุได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อทรัพยากรและกิจกรรมที่
เกี่ยวข้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นกระบวนการ'
'A desired result is achieved more efficiently when activities and related resources are managed
as a process.'

     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. กำหนดกิจกรรมที่จำเป็นเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการ
2. กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินการกิจกรรมหลักให้ชัดเจน
3. วิเคราะห์และวัดขีดความสามารถของกิจกรรมหลัก
4. แสดงความสัมพันธ์ของกิจกรรมหลัก ทั้งภายในหน่วยงาน และระหว่างหน่วยงานในองค์กร
5. เน้นปัจจัยที่จะก่อให้เกิดการปรับปรุงกิจกรรมหลักขององค์กร เช่น ทรัพยากร วิธีการ
6. ประเมินความเสี่ยง และผลกระทบ ที่มีต่อลูกค้า ผู้ขาย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ

     ประโยชน์ที่ได

1. ลดค่าใช้จ่าย และลดระยะเวลาในการทำงาน จากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
2. ทำให้ผลงานมีความสม่ำเสมอ มีการปรับปรุง และสามารถคาดการณ์ได้
3. สามารถเน้นและจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะปรับปรุง

     หลักการที่ 5 : การบริหารเป็นระบบ (System approach to management)
          
           'การบ่งชี้ การทำความเข้าใจ และการบริหารจัดการในเชิงระบบที่ประกอบด้วยกระบวน
การต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ต่อกันเพื่อวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิ
ผลขององค์กร'
          'Identifying, understanding and managing interrelated processes as system contributes to the
organization's effectiveness and efficiency in achieving its objectives.'

   

 
อมรเทพ ชัยชนะ [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 11:25
30
อ้างอิง
6.1.1 ความหมายของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000

        

            กรมอาชีวศึกษา (2539 :13) กล่าวว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 หมายถึงมาตรฐานสากล
เกี่ยวกับระบบบริหารงานคุณภาพขั้นพื้นฐานที่ใช้เพื่อการบริหารหรือจัดการคุณภาพและการประกันคุณภาพ
โดยเน้นการสร้างคุณภาพภายในองค์กร ซึ่งจะเน้นองค์กรประเภทใดก็ได้ไม่จำกัดชนิดของสินค้าหรือบริการ
ไม่ระบุชนิดหรือขนาดของอุตสาหกรรมใดโดยเฉพาะ นำมาใช้โดยไม่มีขีดจำกัด
          สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) (2546 : 2/16) ได้นิยามความหมายระบบบริหารงาน
คุณภาพ (Quality Management System) หมายถึง ระบบที่มีการกำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์และการ
ดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดทิศทางและควบคุมองค์การในเรื่องคุณภาพ
          สรุป มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 คือมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นระบบบริหาร
ประกันคุณภาพขั้นพื้นฐานอันเกี่ยวกับการจัดการทางด้านคุณภาพและการประกันคุณภาพ โดยมีความมุ่งหมาย
ที่จะให้ระบบคุณภาพเท่าเทียมกันระหว่างองค์การต่าง ๆ และประเทศต่าง ๆ

ประวัติความเป็นมาของมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000

องค์กรสากลว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization : ISO) ซึ่ง
ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ก่อตั้งเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 (พ.ศ. 2490) ปัจจุบัน
มีสมาชิก 143 ประเทศ ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25 ประเทศร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน
มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสหประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การ
ชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล

จุดเริ่มแรกในการดำเนินระบบมาตรฐาน ISO 9000 คือ สถาบันมาตรฐานแห่งประเทศเยอรมนี
(DIN) ในปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521) มีแนวคิดพื้นฐานคือ การนำระบบมาตรฐานของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน
มารวมให้เป็นมาตรฐานประเภทเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นซึ่งตรงกับหลักการ
ของ ISO ดังนั้นทาง ISO จึงได้ตั้งคณะกรรมการทางด้านเทคนิค (Technic Committee : ISO/TC/176) ขึ้นมา
การจัดตั้งองค์กร ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือเกิดระบบมาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

ISO เดิมใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในภาษากรีกแปลว่า ความสับสน (ไม่เป็นมงคล)
จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีกคือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ขององค์การ
ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมกัน (ทัดเทียมกัน) โดยมีภารกิจหลัก คือ

1. ให้การสนับสนุนพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อสนองต่อการค้าขายแลกเปลี่ยน
สินค้า และบริการของนานาชาติทั่วโลก
2. พัฒนาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของมวลมนุษย์
ชาติ

ผลงานที่เป็นรูปธรรมของ ISO คือ การกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล (Inter-
national Standard) ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้าน
เทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า
Technical Committee, ISO/TC Quality Assurance และ

คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารงานคุณภาพเป็นสากล ต้นแบบ
ของ ISOO 9000 นั้นมาจากมาตรฐานแห่งชาติของอังกฤษ คือ BS 5750 มาเป็นแนวทาง คือระบบบริหารงาน
คุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อ
กำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบคุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม
พาณิชยกรรม ธุรกิจการบริหารทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่

ISO ประกอบด้วยสมาชิก 3 ประเภท คือ

1. Member Body เป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ ซึ่งหมายถึง เป็นตัวแทนทางด้านการมาตรฐาน
ของประเทศนั้น ๆ มีสิทธิออกเสียงในเรื่องของวิชาการ มีสิทธิเข้ารับการเลือกตั้งเป็นคณะมนตรี ISO และ
สามารถเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่
2. Correspondent Member เป็นหน่วยงานของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังไม่มีสถาบันมาตรฐาน
เป็นของตัวเอง สมาชิกประเภทนี้จะไม่เข้าร่วมในเรื่องของวิชาการ แต่มีสิทธิจะได้รับข่าวสารความเคลื่อนไหว
ของ ISO และเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ในฐานะผู้สังเกตการณ์
3. Subscribe Membership สมาชิกประเภทนี้ เปิดสำหรับกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจค่อนข้างเล็ก
ให้สามารถติดต่อกับ ISO ได้

          สำหรับประเทศไทยได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบในเรื่องมาตรฐานของประเทศ เรียกว่า
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) (Thai Industrial Standard Institute: TISI) สังกัดกระทรวง
อุตสาหกรรม เมื่อปี พ.ศ. 2511 หมายเลขโทรศัพท์ 02-248-1550 โทรสาร 02-246-4085, 246-4307 (สำหรับ
มาตรฐานที่ใช้ควบคุมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเรียกว่า มาตรฐานอุตสาหกรรม : มอก.) และ สมอ. ได้ประกาศ
ใช้อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 ในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2534 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 108
ตอนที่ 99 วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2534 โดยใช้ชื่อว่า อนุกรมมาตรฐานระบบคุณภาพ มอก. - ISO 9000 ในปี
พ.ศ. 2542

ภาพที่ 39 แสดงเครื่องหมายที่ใช้รับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดย สมอ.

เครื่องหมายมาตรฐาน ทั่วไป

เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ
เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความปลอดภัย

เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม


เครื่องหมายมาตรฐานเฉพาะด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า

ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกส่วนมากให้การยอมรับมาตรฐาน ISO 9000 อย่างชัดเจน
แต่อย่างไรก็ตามได้มีการเรียกชื่อระบบคุณภาพที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ดังนี้

 ชื่อเรียก และอักษรย่อสำหรับมาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 ของประเทศต่าง ๆ

ชื่อประเทศ
ชื่อเรียกย่อ
1. มาตรฐานไอเอสโอ
2. ออสเตรเลีย
3. ออสเตรีย
4. เบลเยี่ยม
5. แคนาดา
6. เดนมาร์ก
7. ตลาดร่วมด้านเศรษฐกิจของยุโรป
8. ฟินแลนด์
9. ฝรั่งเศส
10. เยอรมัน
11. อินเดีย
12. ไอร์แลนด์
13. เนเธอร์แลนด์
14. นอร์เวย์
15. แอฟริกาใต้
16. สเปน
17. สวีเดน
18. สวิตเซอร์แลนด์
19. เครือจักรภพ
20. สหรัฐอเมริกา
21. ยูโกสลาเวีย
22. ญี่ปุ่น
23. สิงคโปร์
24. ไทย
25. จีน
1. ISO 9000
2. AS 3900
3. Norm ISO 9000
4. NBN X 50-002-1
5. DS/ISO 9000
6. DS/EN 29000
7. EN 29000
8. SFS-ISO 9000
9. NF S 50-121
10. DIN ISO 9000
11. IS 300
12. ISO 9000
13. NEN-ISO 9000
14. NS 5801
15. SABS 0157
16. UNE 66 900
17. SS 9000
18. SN-ISO>900
19. BS 5750
20. ANSI/ASQC Q90
21. JUS A.K.1.010
22. JISZ 9900 - 1991
23. SS 308.1998
24. TISI ISO 9000
25. GB/T 10300.1-88

สรุปประวัติความเป็นมาของ ISO

1. ISO ย่อมาจากคำว่า International Organization for Standardization (องค์การระหว่าง
ประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน) ซึ่งเป็นองค์การสากลที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดหรือปรับมาตรฐาน
นานาชาติเกือบทุกประเภท (ยกเว้นด้านไฟฟ้า ซึ่งเป็นหน้าที่ของ IEC) เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ในโลก
สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันได้

2. ISO เมื่อก่อนใช้คำย่อว่า 'IOS' โดยมีความหมายในทางภาษากรีกแปลออกมาแล้วไม่เป็น
มงคล จึงเปลี่ยนมาเป็น ISO ซึ่งมาจากภาษากรีก คือ ISOS แปลว่า 'เท่าเทียมกัน' และตรงกับเจตนารมณ์ของ
องค์กร ISO ที่ต้องการให้ทั่วโลกมีมาตรฐานที่มีความเท่าเทียมเทียมกัน

3. องค์การนี้เป็นองค์การนานาชาติที่ดำเนินกิจกรรม เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ชาติ ได้
ก่อตั้งเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 1947 หรือ พ.ศ. 2490 ซึ่งครั้งแรกนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 25
ประเทศ ร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน มีมติตั้งองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานขึ้น และสห-
ประชาชาติได้ให้การยอมรับเป็นองค์การชำนาญพิเศษประเภทที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล

4. การจัดตั้งองค์การ ISO มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำหนด
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือเกิดระบบ
มาตรฐานของโลกที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

5. ปัจจุบันองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน หรือ ISO มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบด้วยสมาชิกจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกปัจจุบัน 143 ประเทศ โดยมีภารกิจ
หลักคือ

5.1 ให้การสนับสนุนและพัฒนามาตรฐาน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนองต่อการค้าขาย
แลกเปลี่ยนสินค้า และการบริการของนานาชาติทั่วโลก
5.2 พัฒนาความร่วมมือในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และภูมิปัญญาของ
มวลมนุษยชาติ

6. ผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมของ ISO คือการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ที่เรียกว่ามาตรฐานสากล
(International Standard) และได้มีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 ขึ้น
เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิชาการด้านเทคนิคขึ้นมาคณะหนึ่ง
เป็นกรรมการชุดที่ 176 จากที่มีกรรมการขณะนี้กว่า 2000 ชุด กรรมการชุดนี้เรียกว่า Technical Committee,
ISO/TC 176 on Quality Assurance

7. คณะกรรมการวิชาการชุดที่ 176 ได้ดำเนินการยกร่างระบบบริหารคุณภาพเป็นสากลโดยการ
นำเอามาตรฐาน BS 5750 ของอังกฤษมาเป็นแนวทาง คือ ระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐาน
ของระบบการบริหารงาน เพื่อให้เกิดคุณภาพ ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ระบุถึงข้อกำหนดที่จำเป็นต้องมีในระบบ
คุณภาพและใช้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติซึ่งสามารถใช้ได้กับอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ธุรกิจการ การ
บริหาร ทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่

      6.1.2 ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000

           มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 หรือเรียกอย่างย่อว่าระบบคุณภาพ ISO 9000 ตาม
ความหมายที่กล่าวมาแล้วว่า มาตรฐานระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้เพื่อการบริหารหรือ
จัดการคุณภาพภายในองค์การ ซึ่งไม่จำกัดว่าเป็นองค์การธุรกิจ กิจการอุตสาหกรรมก็สามารถที่จะนำเอาระบบ
คุณภาพนี้ไปใช้ได้ ทั้งนี้ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะไม่รับประกันว่าผลิตภัณฑ์จะดีที่สุดหรือมีมาตรฐานที่สุด
แต่ระบบคุณภาพ ISO 9000 จะประกันว่าการบริหารงานขององค์การนั้นมีคุณภาพทั่วทั้งองค์กร ซึ่งอาจจะเป็น
ผลกันว่าเมื่อมีการบริหารงานที่ดีมีคุณภาพ ย่อมจะส่งผลไปถึงความมีคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการด้วย
ลักษณะสำคัญของมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ : ISO 9000 ดังนี้

1. เป็นการบริหารงานคุณภาพ เพื่อทำให้ลูกค้าพึงพอใจ โดยยึดหลักของคุณภาพที่มุ่งเน้นให้มี
การจัดทำขั้นตอนการดำเนินงานและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ (สินค้าหรือบริการ) เป็นไปตาม
ความต้องการของลูกค้าตั้งแต่แรกที่ได้รับสินค้าหรือบริการตามข้อตกลง
2. เน้นการบริหารงานคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มขั้นตอนแรกจนขั้นตอนสุดท้ายในกระบวน
การผลิตของธุรกิจนั้น ๆ
3. เน้นการปฏิบัติที่เป็นระบบอย่างมีแบบแผน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น
4. สามารถตรวจสอบได้ง่าย โดยมีหลักฐานทางด้านเอกสารที่เก็บไว้ ซึ่งจะนำเอาสิ่งที่ปฏิบัติมา
จัดทำเป็นเอกสาร โดยจัดเป็นหมวดหมู่เพื่อให้นำไปใช้งานได้สะดวกและก่อให้เกิดประสิทธิภาพ
5. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่ทุกคนในองค์การมีส่วนร่วม
6. เป็นแนวทางการบริหารงานคุณภาพทั่วทั้งองค์การ
7. เป็นระบบบริหารงานคุณภาพที่นานาชาติยอมรับและใช้เป็นมาตรฐานของประเทศ
8. เป็นที่ยอมรับของลูกค้าชั้นนำ เช่น ประเทศในกลุ่มทวีปยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา และเป็น
เงื่อนไขของกลุ่มประเทศภายใต้การตกลงว่าด้วยสิทธิการปกป้องอัตราภาษีศุลกากรระหว่างประเทศ (General
Agreement on Tax and Tariff; GATT) ที่กำหนดให้ประเทศคู่แข่งขันทางการค้าใช้เป็นมาตรฐานสากลให้
การยอมรับซึ่งกันและกันสำหรับการทดสอบและการรับรอง
9. ระบบคุณภาพ ISO 9000 เป็นการรับรองในระบบคุณภาพขององค์การ ไม่ใช่เป็นการรับรอง
ตัวผลิตภัณฑ์เหมือนกับมาตรฐานสินค้าอื่น ๆ
10. ต้องมีหน่วยงานที่ 3 (third party) ที่ได้รับการรับรองจากองค์การมาตรฐานสากลระหว่าง
ประเทศ (ISO) มาทำการตรวจสอบเพื่อให้การรับรอง เมื่อผ่านการรับรองแล้วจะต้องได้รับการตรวจซ้ำอีก
อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ตลอดระยะเวลาของการรับรอง 3 ปี เมื่อครบกำหนด 3 ปี แล้วจะต้องมีการตรวจ
ประเมินใหม่ทั้งหมด

โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000
โครงสร้างและแนวคิดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000 มีดังนี้

1. มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของมาตรฐาน และเปลี่ยนแปลงแนวคิดเพื่อให้ตรงตามความ
พึงพอใจของลูกค้า
2. ประเพณีที่เคยปฏิบัติมาที่เป็นข้อกำหนดทั้ง 20 ข้อของมาตรฐานในปี 1994 ถูกเปลี่ยนให้เป็น
แนวคิดในการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ (Process Approach)
3. โครงสร้างพื้นฐานของกระบวนการจะถูกทำให้สอดคล้องตรงกับแนวคิดเรื่องวงจรการพัฒนา
ระบบอย่างต่อเนื่อง Plan-Do-Check-Act (P-D-C-A) เปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้สอดคล้องรับกับมาตรฐาน
ISO 14000:1996 และ OHSAS 18000:1999
4. ใช้หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการเป็นเครื่องมือช่วยในการทำให้การบริหารงาน
ระบบคุณภาพประสบความสำเร็จ

          ISO 9000 : 2000 มุ่งส่งเสริมให้มีการนำการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ
สำหรับการจัดทำระบบบริหารคุณภาพ การนำระบบบริหารคุณภาพไปประยุกต์ใช้ และการปรับปรุง
ประสิทธิผลของระบบบริหารขององค์การ ทั้งนี้ก็เพื่อให้องค์การสามารถเสริมสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า
ของตนด้านการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า

          ในการที่องค์การใดจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องกำหนดและบริหาร
ควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบภายในองค์การนั้น อาจกล่าวได้ว่ากิจกรรม
ใด ๆ ก็ตามที่มีการใช้ทรัพยากร และมีการจัดการเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปัจจัยป้อนเข้า (Inputs) ให้
กลายเป็นผลผลิต (Outputs) กิจกรรมนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการ (Process) บ่อยครั้งที่ผลผลิตของ
กระบวนการหนึ่งจะกลายเป็นปัจจัยป้อนเข้าให้กับกระบวนการหนึ่งที่อยู่ถัดไป

          การประยุกต์ใช้ระบบจะประกอบขึ้นด้วยกระบวนการต่าง ๆ ที่อยู่ภายในองค์การ โดยมีการระบุ
ถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ (Interactions) รวมถึงการบริหารจัดการกระบวนการเหล่านั้นด้วย การ
ดำเนินการเช่นว่านี้อาจเรียกได้ว่าการบริหารโดยมองเป็นกระบวนการ (Process approach)

          คุณประโยชน์ประการหนึ่งของการบริหารโดยการมองและคิดอย่างเป็นกระบวนการ คือ การ
เอื้ออำนวยให้องค์การสามารถดำเนินการควบคุมการเชื่อมโยงระหว่างแต่ละกระบวนการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
กระบวนการ และการผนวกร่วมกันของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบบริหารคุณภาพ จะทำให้มีการ
เน้นถึงความสำคัญของ

1. การทำความเข้าใจและการตอบสนองต่อข้อกำหนด
2. ความจำเป็นในการพิจารณาถึงกระบวนการ ในแง่ของการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value)
3. การให้ได้มาซึ่งผลการดำเนินการของกระบวนการและประสิทธิผลของกระบวนการ
4. การปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยข้อมูลจากการตรวจวัดอย่างเป็นระบบ

          หลักการทางระบบ ISO 9000 : 2000 คือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และมองเป็นกระบวนการ
ซึ่งสามารถอธิบายเป็นแผนภูมิได้ ดังนี้

ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนา, 2546 : 1-7

          จากภาพ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าลูกค้าขององค์การ มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการกำหนดหรือ
ระบุชี้ความต้องการของลูกค้าให้เป็นปัจจัยป้อนเข้าของระบบการจัดการในองค์การ การเฝ้าติดตาม (Monitor-
ing) ถึงความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction) ภายหลังจากองค์การได้ส่งมอบผลผลิตขององค์การ
ไปแล้ว การเฝ้าติดตามวัดความพึงพอใจของลูกค้านั้น เพื่อให้ทราบว่าบรรดาข้อกำหนดของลูกค้าได้รับการ
ตอบสนองโดยครบถ้วนแล้วหรือไม่
          หลักการที่ระบบบริหารคุณภาพ ISO 9000:2000 นำมาใช้คือหลักการพัฒนาออย่างต่อเนื่อง คือ
          Plan : ทำการกำหนด หรือระบุชี้ วัตถุประสงค์และกระบวนการที่จำเป็นต่อการส่งมอบ
ผลิตภัณฑ์บริการที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของลูกค้า และนโยบายขององค์กรเอง
          Do : นำกระบวนการที่กำหนดชัดเจนแล้วไปปฏิบัติให้เกิดผล
          Check : ติดตามตารางและจัดกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ โดยเปรียบเทียบกับนโยบายวัตถุประสงค์
ของผลิตภัณฑ์
          Action : ปฏิบัติการต่าง ๆ แล้วปรับปรุงผลการดำเนินงานของกระบวนการให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 : 2000

มาตรฐาน
หัวข้อ
ISO 9000 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : หลักการพื้นฐานและคำศัพท์
ISO 9001 : 2000 ระบบบริหารคุณภาพ : ข้อกำหนด
ISO 9004 : 2000 ระบบบริหารงานคุณภาพ : แนวทางสำหรับปรับปรุงสมรรถนะ

          อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000:2000 มี 2 ฉบับ คือ ISO 9001 และ ISO 9004 ซึ่งทั้ง 2 ฉบับเป็น
มาตรฐานซึ่งสอดรับกัน (Consistent Pair) หรือจะแยกกันก็ได้ และถึงแม้ว่ามาตรฐานทั้งสองจะมีขอบข่าย
ที่แตกต่างกัน แต่มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับ มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันอาจเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่าง
มาตรฐานทั้ง 2 ฉบับได้ดังนี้
          มาตรฐาน ISO 9001 ได้วางข้อกำหนดสำหรับองค์การ เพื่อการจัดทำระบบบริหารคุณภาพสำหรับ
ประยุกต์ใช้ภายในองค์การของงาน และการออกใบรับรอง หรือเพื่อวัตถุประสงค์ภายใต้ข้อตกลงหรือสัญญา
ระหว่างองค์กรกับลูกค้า มาตรฐานฉบับนี้มุ่งเน้นที่ความมีประสิทธิผลของระบบบริหารคุณภาพขององค์กร
ในการบรรลุถึงข้อกำหนดของลูกค้า
         มาตรฐาน ISO 9004 ให้แนวทางของระบบบริหารคุณภาพที่มีขอบเขตกว้างขวางกว่าที่กำหนด
ไว้ใน ISO 9001 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงผลการดำเนินงานโดยรวม ขององค์การอย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมถึงด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย มีความประสงค์จะพัฒนาองค์กรของงานให้ก้าวไปเกินกว่าระดับที่กำหนดใช้ใน มาตรฐาน ISO 9001 โดยเฉพาะในด้านการปรับปรุงผลประกอบการขององค์กรอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามมาตรฐาน ISO 9004 ไม่มีวัตถุประสงค์ให้ใช้หรือการขอการรับรอง(Certification) หรือเพื่อประกอบในการทำสัญญากับลูกค้า
          ISO 9000:2000 ไม่มีข้อกำหนดที่จำเพาะเจาะจงในหัวข้อการบริหารจัดการในระบบอื่น ๆ เช่น
ระบบบริหารสิ่งแวดล้อม (Environmental Management) ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยและอาชีว-
อนามัย (Occupational Health and Safety Management) หรือระบบการบริหารการเงิน (Financial Manage-
ment) หรือแม้กระทั่งการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) อย่างไรก็ตามมาตรฐานฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้องค์การผู้นำมาตรฐานนี้ไปใช้ สามารถเลือกที่จะปรับ (Align) หรือผนวกรวม (Integrate) ระบบบริหาร
คุณภาพให้สอดรับกับระบบการบริหารอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วในองค์กร แต่ในบางกรณีองค์กรอาจปรับเปลี่ยน
ระบบการบริหารงานของตนเพื่อเอื้ออำนวยให้สามารถจัดทำระบบบริหารงานคุณภาพที่สอดรับกับข้อกำหนด
ในมาตรฐานฉบับนี้ก็ได้

     หลักการบริหารงานคุณภาพ 8 ประการ
          หลักการที่ 1 : องค์กรที่ให้ความสำคัญแก่ลูกค้า (Customer Focused Organization)
          'องค์กรต้องพึ่งพิงลูกค้าเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าทั้ง
ในส่วนปัจจุบันและอนาคต และทำให้บรรลุความต้องการเหล่านั้น รวมถึงการพยายามที่จะทำให้ได้เกินความ
คาดหวังของลูกค้า'
          'Organizations depend their customers and therefore should understand current and future
customer needs, should meet customer requirements and strive to exceed customer expectations.'

     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. เข้าใจความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้า
2. กำหนดเป้าหมายและองค์กรให้สัมพันธ์กับความต้องการและคาดหวังของลูกค้า
3. สื่อความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้าให้เป็นที่เข้าใจทั่วถึงทั้งองค์กรวัดความพึงพอใจ
ของลูกค้า
4. สร้างสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเป็นระบบ
5. คำนึงถึงความสมดุลในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ

     ประโยชน์ที่ได้

1. มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วในการตอบสนองตลาด ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดและรายได้
เพิ่มขึ้น
2. เพิ่มความภักดีของลูกค้า และการแนะนำต่อ
3. ทำให้การใช้ทรัพยากรเพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

      หลักการที่ 2 : ความเป็นผู้นำ (Leadership)

          'ผู้นำเป็นผู้กำหนดความเป็นเอกภาพของวัตถุประสงค์และทิศทางขององค์กร ผู้นำต้องเป็นผู้
สร้างและธำรงไว้ซึ่งปัจจัยเกื้อหนุนภายในที่สนับสนุนให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและส่งเสริมการบรรลุ
วัตถุประสงค์ขององค์กรได้'

          'Leaders establish unity of purpose and direction of the organization. They should create and
maintain the internal environment in which people can become fully involved in achieving the organization's
objectives

      การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. พิจารณาความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
2. กำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนขององค์กร
3. กำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย
4. สร้างและรักษาคุณค่า ความเสมอภาค และจรรยาบรรณร่วมกัน ให้มีในทุกระดับขององค์กร
5. สร้างความไว้วางใจและขจัดความหวาดกลัว
6. จัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น
7. ให้การฝึกอบรม
8. ให้อิสระในการปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบ
9. สร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุน และให้การยอมรับต่อการมีส่วนร่วมของบุคลากร

     ประโยชน์ที่ได้

1. ทำให้บุคลากรเข้าใจและเกิดแรงจูงใจเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขององค์กร
2. มีการประเมินผลของกิจกรรมต่าง ๆ ปรับ และนำไปปฏิบัติ เพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกัน
3. ลดความผิดพลาดในการสื่อความ ระหว่างบุคลากรในระดับต่าง ๆ

     หลักการที่ 3 : การมีส่วนร่วมของบุคลากร (Involvement of people)

          'พนักงานทุกระดับถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรและการให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และเต็ม
ความสามารถของพนักงานทุกคน ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่องค์กร'
          'People at all levels are the essence of an organization and their full involvement enables their
abilities to be used for the organization's benefit.'

     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. ทำให้บุคลากรเข้าใจในความสำคัญของการมีส่วนร่วมและบทบาทของตนในองค์กร
2. ให้รู้ข้อจำกัดในการทำงาน
3. ทำให้ยอมรับเป็นเจ้าของปัญหา และความรับผิดชอบในการแก้ไข
4. ประเมินผลงานเทียบกับเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้
5. เพิ่มพูนความรู้ความสามารถอย่างสม่ำเสมอ
6. แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์
7. พิจารณาข้อปัญหา และประเด็นต่าง ๆ อย่างเปิดเผย

ประโยชน์ที่ได้

1. ทำให้บุคลากรเกิดแรงจูงใจ มุ่งมั่น และมีส่วนร่วม
2. สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้เหนือกว่าเป้าหมายที่องค์กรกำหนด
3. บุคลากรมีความรับผิดชอบต่อผลงานของตัวเอง
4. กระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมและช่วยทำให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

      หลักการที่ 4 : การบริหารเชิงกระบวนการ (Process approach)

          'ผลลัพธ์ที่ต้องการสามารถบรรลุได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อทรัพยากรและกิจกรรมที่
เกี่ยวข้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นกระบวนการ'
'A desired result is achieved more efficiently when activities and related resources are managed
as a process.'

     การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. กำหนดกิจกรรมที่จำเป็นเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการ
2. กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินการกิจกรรมหลักให้ชัดเจน
3. วิเคราะห์และวัดขีดความสามารถของกิจกรรมหลัก
4. แสดงความสัมพันธ์ของกิจกรรมหลัก ทั้งภายในหน่วยงาน และระหว่างหน่วยงานในองค์กร
5. เน้นปัจจัยที่จะก่อให้เกิดการปรับปรุงกิจกรรมหลักขององค์กร เช่น ทรัพยากร วิธีการ
6. ประเมินความเสี่ยง และผลกระทบ ที่มีต่อลูกค้า ผู้ขาย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ

     ประโยชน์ที่ได

1. ลดค่าใช้จ่าย และลดระยะเวลาในการทำงาน จากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
2. ทำให้ผลงานมีความสม่ำเสมอ มีการปรับปรุง และสามารถคาดการณ์ได้
3. สามารถเน้นและจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะปรับปรุง

     หลักการที่ 5 : การบริหารเป็นระบบ (System approach to management)
          
           'การบ่งชี้ การทำความเข้าใจ และการบริหารจัดการในเชิงระบบที่ประกอบด้วยกระบวน
การต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ต่อกันเพื่อวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิ
ผลขององค์กร'
          'Identifying, understanding and managing interrelated processes as system contributes to the
organization's effectiveness and efficiency in achieving its objectives.'

   การนำหลักการไปประยุกต์ใช้งาน

1. จัดระบบเพื่อให้บรรล

 
ธวัชชัย ครบุญ1 [202.29.231.xxx] เมื่อ 27/01/2014 11:31
12
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
รูปประกอบความคิดเห็น :
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
อีเมล์ :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :